LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

ทำไมต้องใส่ ‘ความหลากหลาย’ ในหนัง Media representation สำคัญกว่าที่คิด

หนังที่กำลังได้รับการพูดถึงมากที่สุดในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาน่าจะเป็น Shang-Chi : Legend of the Ten Rings อาจเพราะว่ามันเป็นหนัง MCU ที่แฟนๆ ของจักรวาลนั้นติดตามอยู่ หรือเพราะมันเป็นหนังเรื่องแรกๆ ที่คนไทยจะได้เข้าไปดูในโรง แต่สิ่งที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางคือมันเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ชาวเอเชียเรื่องแรกที่อยู่ในสื่อกระแสหลัก 

ในขณะที่เราสามารถดีเบตกันได้ว่าหนังเรื่องนี้ก็ยังไม่หลุดกรอบการมองเอเชียของชาวตะวันตก ที่คิดว่าเอเชียคือคนจีน ญี่ปุ่น หรือเกาหลี และวัฒนธรรมเอเชียอื่นๆ นั้นราวกับมันไม่มีอยู่จริง 

หรือกรณีของหนังเจมส์ บอนด์ ภาคล่าสุดอย่าง No Time to Die ก็เป็นที่พูดถึงในแง่การใส่ตัวละครสายลับ 007 ที่เป็นเพศหญิงเชื้อชาติแอฟริกันเข้ามา และเกิดคำถามต่อว่าจำเป็นหรือไม่ อย่างไร ที่ต้องให้ตัวละครนี้เป็นเพศหญิงหรือเป็นชาวแอฟริกัน? จนถึงข่าวคราวของลูกชายซูเปอร์แมน ที่เปิดเผยว่าเป็นไบเซ็กชวล

เรากำลังพูดถึง Media Representation หรือวิธีการที่สื่อ สื่อสารวัฒนธรรม เชื้อชาติ เพศ หรือภาพอื่นๆ ของชนแต่ละกลุ่มออกมา ซึ่งช่วงประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา จะได้เห็นว่าสื่อตะวันตกซึ่งนับเป็นสื่อกระแสหลักของโลกใบนี้ มีการพัฒนาเรื่อง Media Representation ของ “ชนกลุ่มน้อย” มากขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้พื้นที่สื่อมักตกอยู่กับ Straight white men & women มาเป็นเวลานาน 

    หลายๆ ครั้ง มักมีข้อสงสัยเกิดขึ้นว่า เอ๊ะ แค่เราเพิ่มตัวละครเชื้อชาตินี้เข้าไปในหนัง หรือเปลี่ยนเพศตัวละคร มันช่วยเพิ่มความตื่นรู้ให้กับคนได้จริงๆ เหรอ? หรือมันมีอะไรมากกว่านั้นหรือเปล่า? แล้วการที่เราเปลี่ยนตัวละครผู้ชายให้กลายเป็นตัวละครเพศอื่น เป็นการ “ลด representation” รึเปล่า? วันนี้เราเลยอยากมาชวนคุยกันในหัวข้อที่ controversial แบบนี้กัน 

    แม้ว่าการที่ตัวละครที่ไม่ใช่ sterotypeไปโผล่ในหนัง หนังสือ การ์ตูน หรือวิดีโอเกมนั้นจะเป็นเรื่องที่ดูเล็กน้อย หากเราเทียบกับความเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นจากการลงถนนประท้วงในประวัติศาสตร์ แต่หากจะบอกว่ามันไม่สำคัญไปเลยก็คงไม่ใช่ การเปลี่ยนแปลงความเชื่อจากสื่อไม่ได้เกิดขึ้นภายในชั่วข้ามคืน แต่มันปลูกฝังความเชื่อให้กับเราในระยะยาว 

“ในปี 2015 ชาวอเมริกันบริโภคสื่อทั่วไป (โทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์) และสื่อดิจิทัลเป็นจำนวน 1.7 ร้อยล้านชั่วโมง หรือเฉลี่ยประมาณ 15 ชั่วโมงต่อคนต่อวัน...การบริโภคสื่อมหาศาลนี้หล่อหลอมมุมมองโลกของเรา แม้สื่อเหล่านั้นจะเป็นเรื่องแต่ง แต่ภาพบนจอควบคุมมุมมองของเราต่อโลกจริง” แนนซี หวัง เยี่ยน (Nancy Wang Yuen) นักสังคมวิทยาชาวอเมริกันเขียนในหนังสือ Reels Inequality : American Actors and Racism โดยเธออธิบายต่อว่า การที่กลุ่มเชื้อชาติไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผู้คนใช้ stereotype ที่พวกเขาเห็นในสื่อเป็นเครื่องชี้วัดว่าคนในกลุ่มอื่นเป็นยังไงในชีวิตจริง

ฟังดูเชื่อยาก แต่ว่าหากมองในมุมมองของคนไทยที่ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับคนผิวดำมากไปกว่านักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่ห่างไกล เรามองพวกเขาเป็นยังไง? หลายๆ คนมองว่าพวกเขาเป็นคนตลก หากเป็นผู้หญิงก็จะมีจริต sassy พูดจาด้วยภาษาที่มีสีสันแตกต่างจากภาษาอังกฤษที่เราได้เรียนในโรงเรียนไทย ซึ่งหากถามว่าทำไมเราถึงคิดแบบนั้น ลองเข้าทวิตเตอร์แล้วเลื่อนดู reaction GIF ที่เราใช้กันทุกวัน เกือบทั้งหมดหากไม่ใช่น้องสัตว์น่ารักๆ GIF ที่ป๊อปปูลาร์ที่สุดคือของคนดำ (โดยเฉพาะ LGBTQ+ ผิวดำ) กำลังรีแอ็กบางอย่างด้วยสีหน้าและท่าทางใหญ่ๆ จริงไหม? 

หรือหากยกตัวอย่างที่ใกล้เข้ามาหน่อยก็คือ LGBTQ+ ในสังคมของเรามักถูกมองว่าเป็นคนตลก เป็น “สีสันของกลุ่ม” ขี้นินทา หรือการเป็นแม่ค้าต้องเสียงดังโวยวาย มีการจับกลุ่มเม้าท์ ติดการพนัน ทั้งหมดเกิดจาก Media Representation ที่ไม่ถูกต้องในภาพยนตร์และละครที่เราเห็นผ่านตามาตั้งแต่เด็ก 

ไม่ใช่ทุกคนที่รู้สึกแบบนี้แต่เราพนันได้ว่ามีอยู่ไม่น้อย และมันแปลว่าสื่อมีผลกับการมองโลกของเราจริงๆ แม้ว่ามันจะเป็นสื่อที่เล็กน้อยที่สุดก็ตาม 

    ฉะนั้นมันไม่ได้แปลว่าแค่การมีตัวตนอยู่บนจอเพียงพออีกต่อไป แต่ยังควรต้องเป็น representation ที่ตรงตามตัวตนจริงๆ ด้วย เพราะแม้จะเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่สร้างภาพจำของคนกลุ่มนั้นๆ มันสามารถก่อภาพจำให้แก่ตัวผู้ดูเองได้ โดยเฉพาะในเด็ก “...การกัน [คนผิวสี] ออกและการนำเสนอคนผิวสีในแง่ลบ มีผลไปสู่มุมมองของคนผิวสีต่อตัวเขาเอง การเสพสื่อโทรทัศน์เป็นเวลานานสามารถส่งผลให้ระดับความมั่นใจในตัวเองของเด็กหญิงทุกคนและเด็กชายผิวดำลดลง และเพิ่มความมั่นใจแก่เด็กชายผิวขาว ความแตกต่างเหล่านี้เกิดขึ้นที่จุดตัดความอคติในชาติพันธุ์และเพศของฮอลลีวูดที่เลือกเพียงนักแสดงผู้ชายคนขาวเป็นพระเอก ในขณะที่ลบล้างหรือผลักให้กลุ่มอื่นเป็นตัวร้าย ตัวประกอบ และวัตถุทางเพศ” แนนซีกล่าว  

    ยังมีเรื่องที่เราพบเห็นบ่อยๆ ในประเด็นนี้ โดยเฉพาะในหนังที่ใช้วิธีการ adaptation มาจากคอมิกหรือนิยาย คือแนวคิดที่ว่า “การเปลี่ยนสีผิว/เพศ หรือหน้าตาของตัวละครตัวนี้ไม่ตรงกับภาพจำของเรา” “ถ้าอยากได้ความหลากหลายทำไมไม่ไปสร้างตัวละครใหม่ที่เป็นแบบนั้นๆ เลยล่ะ?” “สื่อปัจจุบันกำลังยัดเยียด Media Representation และกำลังลบล้าง representation อื่น”   

    เรามาคุยกันทีละเรื่องดีกว่า 

    ถ้าบอกว่าการเปลี่ยนสีผิวและเพศไม่ตรงกับภาพจำที่เรามีต่อตัวละคร เราต้องถามกลับว่าภาพจำของเราเกิดขึ้นมาจากอะไร? ทำไมเราถึงมองว่าตัวละครตัวนี้หรือประเภทนี้จำเป็นต้องเป็นเพศใดเพศหนึ่ง หรือมีสีผิวสีหนึ่งและเป็นอีกสีหรืออีกเพศไม่ได้?

    ต่อมา ทำไมไม่ไปสร้างตัวละครใหม่เอง เรื่องนี้คงต้องว่ากันเป็นเคสต่อเคส การได้รับ Media Presentation ควรมาจากความจริงใจ ไม่ใช่เพื่อเป็นการตลาดว่าโอบรับความหลากหลายแล้ว ฉะนั้นอย่างที่เราพูดไปแล้ว การนำเสนอจำเป็นที่จะต้องตรงกับความจริงและเมกเซนส์ตามเรื่องราวที่กำลังเล่า มันอาศัยความตั้งใจในการให้ representation อย่างมาก ฉะนั้นหากเปลี่ยนเรื่องให้เข้ากับการ represent นั้นย่อมไม่มีปัญหา ส่วนถ้ายัดเข้ามาแค่เพราะอยากได้กระแสก็นับเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ

และสุดท้าย ถ้าบอกว่ามันยัดเยียดชัดๆ เรามีคำถามแค่ว่า แล้วมันผิดตรงไหน? ในเมื่อเป็นร้อยปีแล้วที่คนบางกลุ่มไม่ได้มีจุดให้ยืนในสื่อที่พวกเขาเองก็ต้องเสพ การถูกนำเสนอผิดๆ ส่งผลให้ตัวตนของคนทั้งรุ่นเปลี่ยนแปลงไปในแง่ลบทั้งต่อสายตาคนอื่นและสายตาตัวเอง และถ้าหากเราเรียกก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงนี้ว่ายัดเยียด เราจะเรียกทุกอย่างที่ผ่านมาว่าอะไร?   


อ้างอิง: 

https://www.forbes.com/sites/quora/2019/05/22/why-is-equal-representation-in-media-important/?sh=1ec7688b2a84

https://www.womenshealthmag.com/life/a33278412/digital-blackface/

Author

TASSANA PUTTAPRASART

Content Creator

TAG

    Related Stories

    จาก Jacquemus สู่เสื้อแหวกอกของโอลีฟ สิ่งที่เห็นไม่ใช่แค่นม แต่คือตำรวจศีลธรรมแบบไทยๆ

    culture

    จาก Jacquemus สู่เสื้อแหวกอกของโอลีฟ สิ่งที่เห็นไม่ใช่แค่นม แต่คือตำรวจศีลธรรมแบบไทยๆ

    MIRROR'sGuide