LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

สำรวจคำด่าผู้ชายที่กดให้เพศอื่นไม่มีที่ยืน

หลายคนน่าจะเคยเอ๊ะ เวลาผู้ชายโดนด่าไม่ว่าจากผู้ชายด้วยกันเอง หรือจากเพศอื่นๆ คำด่าเจ็บๆ มักเป็นการใช้เพศอื่นมาเปรียบเทียบ เพื่อจะลดทอน ‘ศักดิ์ศรี’ ความเป็นชายลง

“เอากระโปรงไปใส่ไป!” กระโปรงมันมีปัญหายังไง คนถึงไล่ให้ผู้ชายไปใส่?
“ไอ้หน้าตัวเมีย!” แถมผู้ชายยังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เมื่อโดนด่าว่าเหมือนผู้หญิง?
“ไม่แมน ใจตุ๊ด!” คงไม่ต้องอธิบายกันอีกว่าคำนี้เหยียดกันขนาดไหน

คำเหล่านี้ยังถูกใช้อยู่ทั่วไป บางคนไม่เคยเอะใจถึงความหมายของมันด้วยซ้ำ หรือบางคนก็รู้แหละ แต่ไม่เคยนึกไปถึงว่ามันจะไปสร้างความเกลียดชัง อคติ และส่งเสริมการเลือกปฏิบัติทางเพศที่ยังไม่หมดไปจากสังคม

ถ้าคำด่ามีประมาณสี่แสนแปดล้านคำ (เปรียบเปรยนะ) การคิดก่อนด่าคงไม่ยากอะไร และบางประโยคอย่างเช่น 3 ประโยคที่เรายกตัวอย่างมานี้ งดได้ก็อยากชวนให้งด

“เอากระโปรงไปใส่ไป!”

ไล่ผู้ชายไปใส่กระโปรงฉันใด แปลว่าปกติผู้ชายไม่ใส่/ห้ามใส่ กระโปรงฉันนั้น ถูกไหม?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราถูกปลูกฝังกันมาว่า ‘กางเกง’ คือสัญลักษณ์ของผู้ชาย ส่วน ‘กระโปรง’ คือสัญลักษณ์ของผู้หญิง และการที่ผู้ชายสักคนจะถูกไล่ไปใส่กระโปรง เท่ากับกำลังถูกโยนเข้าไปในความเป็นหญิงตามมาตรฐานสังคม และความเป็นหญิงในสังคมชายเป็นใหญ่ นั้นหมายถึง ‘เป็นรองชาย’ ไม่ใช่ที่หนึ่ง ไม่มีพรีวิลเลจ และต้องถูกกดทับ เพราะผู้หญิงต่างถูกกีดกันเรื่องเพศตั้งแต่บังคับห้ามใส่กางเกงในหลายๆ บริบทแล้ว

“กระโปรงเป็นเครื่องแบบที่จำกัดการเคลื่อนไหวของผู้สวม ผู้หญิงต้องเจรจาว่าตนนั่งอย่างไร เล่นอย่างไร เคลื่อนไหวอย่างไรอย่างมีสติ เพราะเป็นตัวกำหนดความสุภาพเรียบร้อย และความไม่สุภาพเรียบร้อย ในขณะที่กางเกงไม่มีมาตรวัด” อลิสัน แฮปเปิล (Alison Happel) เขียนไว้ใน Ritualized Girling: School Uniforms and the Compulsory Performance of Gender จากวารสาร Journal of Gender Studies

ดร.อแมนดา แมร์เกลอร์ (Amanda Mergler) นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ กล่าวว่า ความคาดหวังให้เด็กผู้หญิงสวมแต่ชุดกระโปรงหรือกระโปรงไปเรียน มาจากการกีดกันทางเพศ ซึ่งพ่อแม่หลายคนก็ไม่ได้คิดหรอกว่านี่คือการกีดกันทางเพศที่ลูกต้องเผชิญ เช่น การศึกษาของสำนักสถิติแห่งออสเตรเลียในปี 2012 แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงมีโอกาสเล่นกีฬาน้อยกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ แมร์เกลอร์ให้เหตุผลว่าผู้หญิงไม่สามารถเล่นกีฬาได้ เนื่องจากอยู่ในเครื่องแบบที่ถูกจำกัด (คิดง่ายๆ ว่าถ้าผู้หญิงไปเตะบอลด้วยชุดกระโปรงจะโดนคนด่าไหม และจะคล่องแคล่วไหม) เช่นเดียวกับการสำรวจ CSO Commuting ปี 2016 ในไอร์แลนด์ พบว่า มีเด็กสาววัยรุ่นเพียง 1 ใน 250 คนที่ปั่นจักรยานไปโรงเรียน

หลายประเทศ รวมถึงไทย มีผู้ชายหลายคนยืนหยัดขึ้นมาสวมกระโปรงออกไปข้างนอกตามปกติ เพื่อลดอคติทางเพศ และบอกต่อสังคมว่า เครื่องแต่งกายนั้นไม่ควรเป็นตัวกำหนดเพศ แต่ดูเหมือนในระดับสถานศึกษา และองค์กร ปัญหานี้ยังไม่หมดไป หากผู้ชายแท้ๆ ใส่กระโปรงไปทำงานราชการ หรือบางออฟฟิศใหญ่ มีหวังโดนไล่ออกเพราะผิดกฎระเบียบ เด็กนักเรียนยังถูกไล่ตัดผม ตรวจความยาวของกางเกง หรือกระโปรง

อย่างกรณีที่ทนายความหญิงถูกผู้พิพากษาตำหนิเรื่องใส่กางเกงไปว่าความ จนสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ส่งจดหมายถึงประธานศาลฎีกาและสภาทนายความฯ ขอให้ประกาศแนวปฏิบัติชัดเจนให้ทนายความหญิงสามารถแต่งกายโดยสวมใส่กางเกงว่าความในศาลได้ ซึ่งสภาทนายความฯ กลับตอบว่าไม่มีเหตุผลในการแก้ไขข้อบังคับฯ เพราะไม่ได้ห้ามทนายความหญิงสวมกางเกงตั้งแต่แรก แต่ทั้งสภาทนายความฯ และประธานศาลฎีกาก็ไม่ออกแนวปฏิบัติเพื่อรับรองหลักการความเท่าเทียมตามรัฐธรรมนูญ และคุ้มครองทนายความหญิงที่ถูกทักท้วง ตักเตือน หรือลงโทษ เพราะพวกเธอใส่กางเกงอยู่ดี

แล้วอคติทางเพศจะหมดไปได้อย่างไร ถ้าเรายังแบ่งแยกเพศจากเครื่องแบบ?

“ไอ้หน้าตัวเมีย!”

หน้าตัวเมีย หมายถึง น. ลักษณะหน้าตาท่าทางคล้ายผู้หญิง, โดยปริยายหมายความว่า ใจเสาะ, ขี้ขลาด, ไม่กล้าสู้, (มักพูดเป็นเชิงเหยียดหยามผู้ชาย) - พจนานุกรมไทยเขียนไว้แบบนั้น

นี่คือตัวอย่างของความเป็นชายที่เป็นพิษ (Toxic masculinity) ผ่านคำด่าที่บัญญัติไว้ในพจนานุกรม ลองคิดดูสิว่าถึงขนาดมีระบุไว้เลยว่า ความใจเสาะ ขี้ขลาดตาขาว อ่อนแอ มันหมายถึงผู้หญิง ซึ่งผู้ชายไม่ควรเป็น สังคมเราก็น่ากลัวเหมือนกันนะ ปลูกฝังอะไรแปลกๆ แบบนี้ และแน่นอน ไม่ได้ส่งผลเสียต่อผู้หญิง แต่มันส่งผลต่อตัวผู้ชายเองด้วยนั่นแหละ

ในงานวิจัยเรื่อง Masculinity and perceived normative health behaviors as predictors of men's health behaviors จาก Social Science & Medicine พบว่า ยิ่งผู้ชายปฏิบัติตามบรรทัดฐานของผู้ชายมากเท่าใด (มาดแมน ห้ามอ่อนไหว ห้ามร้องไห้ แข็งแกร่ง ฯลฯ) มีแนวโน้มจะมีพฤติกรรมเสี่ยงโดยที่ตัวเองก็ไม่อยากทำ แต่ต้องทำเพราะมันเป็นปกติของผู้ชาย เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่

ในงานวิจัยเรื่อง An investigation of masculinity attitudes, gender, and attitudes toward psychological help-seeking ในวารสาร Psychology of Men & Masculinity พบว่า ผู้ชายที่ซื้อแนวคิดความเป็นชายมักมีทัศนคติเชิงลบเกี่ยวกับการเข้ารับบริการด้านสุขภาพจิตมากกว่าผู้ชายที่มีทัศนคติทางเพศที่ยืดหยุ่น กล่าวคือพวกเขาไม่ยอมรับว่าตัวเองก็อ่อนแอได้

เมื่อถูกติดตั้งระบบในหัวว่าสิ่งนี้ สิ่งนั้น สิ่งโน้น ไม่เหมาะสมสำหรับผู้ชาย การหลีกเลี่ยงที่จะสนทนาเกี่ยวกับปัญหาหรืออารมณ์ของตัวเองอาจเพิ่มความรู้สึกโดดเดี่ยวให้กับตัวพวกเขาได้ และนำมาซึ่งปัญหามากมาย จึงไม่แปลกที่เมื่อผู้ชายโดนด่าว่า “หน้าตัวเมีย” พวกเขาจะรู้สึกไม่มั่นคงทางอารมณ์ แต่ในขณะนั้นผู้ชายบางคนคงกำลังกดความรู้สึกบางอย่างของตัวเอง เพื่อ ‘ตามๆ คนอื่นไป’ จะได้ไม่มีปัญหา

ส่วนผู้หญิงที่ด่าผู้ชายว่าหน้าตัวเมีย อาจอนุมานได้ว่า พวกเธอเคยชินกับการถูกกดทับ จนไม่ได้มองว่าคำด่านี้กำลังทำร้ายตัวเธอเอง เพราะโลกใบนี้มันทำร้ายตัวเธอมาตั้งแต่เกิด แต่เธออาจไม่ทันได้สังเกต ว่ามีผู้หญิงอีกมากกำลังต่อสู้เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนเท่าเทียมกับผู้ชาย

“ไม่แมน ใจตุ๊ด!”

คำว่า ‘ใจตุ๊ด’ นอกจากจะเหยียด LGBTQ+ แบบตรงๆ ไม่อ้อมค้อมว่าเป็นแง่ลบ ยังตีความไปได้ว่าพวกเขากำลังเหยียดผู้หญิงด้วยเหมือนกัน เพราะหากนิยามของตุ๊ดคือไม่แมน แล้วไม่แมนเป็นแบบไหน? ตอบง่ายๆ คือ ตุ้งติ้ง แล้วตุ้งติ้ง อ่อนหวาน หรือออกสาว มันคือภาพลักษณ์ของผู้หญิงตามมาตรฐานความเป็นหญิงด้วย

Run Like a Girl? That’s So Gay! หรือแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า “วิ่งเหมือนผู้หญิง? โคตรเกย์ (ตุ๊ด) เลยว่ะ” เราเจอประโยคนี้จากนักจิตวิทยาที่ชื่อ ดร.สตีเวน โซโลมอน (Steven D. Solomon) ในงานวิจัย “Run Like a Girl? That’s So Gay!” Exploring Homophobic and Sexist Language among Grade 7 and 8 Students in the Toronto District School Board ที่พูดถึงการตีตราผู้ชายผ่านการใช้คำบางอย่างในโรงเรียน ซึ่งพบว่าการใช้วลี That’s So Gay! นักเรียนต่างนำไปใช้ในบริบทที่หมายถึงคนที่ไม่มีคุณค่า และนักเรียนคนใดที่ถูกมองว่าไม่ปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางเพศของสังคมจะเป็นเป้าหมายในการถูกคุกคาม หากเด็กหญิงดูเหมือนผู้ชาย จะถูกเรียกว่าเลสเบี้ยน และเด็กชายที่มีลักษณะนิสัยเหมือนผู้หญิงที่สังคมขีดไว้ เช่น เขินอาย อ่อนโยน จะถูกเรียกว่า ‘เกย์’ ถ้าเมืองไทยก็จะบูลลี่กันว่าตุ๊ด

อคติดังกล่าวได้ก่อตัวและส่งเสริมอย่างเข้มแข็งให้ผู้ชายเป็นในแบบที่สังคมกำหนด การล้อเลียนคนอื่นว่า ไม่แมน ใจตุ๊ด เพราะมีรูปลักษณ์ภายนอก หรือลักษณะนิสัยไม่ตรงตามที่ผู้ชายด้วยกันเองคาดหวัง จึงเป็นการเบ่งว่าตัวเองนั้นเหนือกว่า เก่งกว่า มีอภิสิทธิ์ เพราะ แค่เป็น ‘ชาย’ กลับกันคนที่ไม่ตรงตามมาตรฐานความเป็นชายทั้งผู้ชายตรงเพศกำเนิด (Cis men) จะโดนสเตอริโอไทป์ว่าเป็นเกย์ ทั้งๆ ที่เขาอาจจะไม่ได้เป็น รวมถึง LGBTQ+ ที่โดนเหยียดแบบไม่มีสิ้นสุดว่าไม่มีทางมีอำนาจเท่าผู้ชาย และสุดท้ายผู้หญิงตรงเพศกำเนิด (Cis women) ก็ยังเป็นตัวกลางที่โดนเหยียดซ้ำ เหยียดซ้อน กดทับซ้ำ กดทับซ้อน เพราะวาทกรรมที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งสร้างมาให้ทุกเพศไม่เท่ากัน

เราจะหยุดเป็นจิ๊กซอว์เล็กๆ ที่ช่วยทำให้ระบบชายเป็นใหญ่นั้นแข็งแกร่งขึ้น ผ่านคำด่าที่กดทับความเป็นหญิงกันได้หรือยัง?


อ้างอิง:

https://doi.apa.org/doiLanding?doi=10.1037%2Fa0036241

https://www.facebook.com/naksit.org/posts/4049825118419289

https://www.irishtimes.com/life-and-style/people/why-do-we-force-girls-to-wear-skirts-to-school-1.4343921

https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0277953607000846?via%3Dihub

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0022440519300901?via%3Dihub

https://www.smh.com.au/national/nsw/girls-wearing-skirts-as-part-of-school-uniform-is-gender-discrimination-experts-say-20170113-gtqwc5.html

https://tspace.library.utoronto.ca/bitstream/1807/71345/1/Solomon_Steven_D_201511_PhD_thesis.pdf

https://www.verywellmind.com/what-is-toxic-masculinity-5075107#citation-4 

Author

PATCHSITA PAIBULSIRI

Content Creator

Related Stories

จาก Jacquemus สู่เสื้อแหวกอกของโอลีฟ สิ่งที่เห็นไม่ใช่แค่นม แต่คือตำรวจศีลธรรมแบบไทยๆ

culture

จาก Jacquemus สู่เสื้อแหวกอกของโอลีฟ สิ่งที่เห็นไม่ใช่แค่นม แต่คือตำรวจศีลธรรมแบบไทยๆ

MIRROR'sGuide