LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

Barbie สาวบลอนด์สตรีนิยม ที่พร้อมดันหลังเด็กสาวทุกคนว่า โปรดอย่าหยุดที่จะเป็นตัวเอง!

ในวัยเด็กของหลายคนน่าจะมี ‘บาร์บี้’ (Barbie) อยู่ และจนถึงตอนนี้บาร์บี้มีอายุครบ 63 ปี นับตั้งแต่วันเปิดตัว ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นแฟนตัวยงที่เริ่มดูภาพยนตร์ของบาร์บี้เรื่องแรกตั้งแต่ปี 2001 ผ่านมา 20 ปี เธอคนนี้ยังเป็นคาแรกเตอร์ผู้ให้กำลังใจ และอยู่เคียงข้างเด็กสาวหลายคน รวมถึงเราเอง มาจนถึงวันนี้

“การเล่นกับบาร์บี้ช่วยเสริมความมั่นใจ ความอยากรู้อยากเห็น และการสื่อสาร ไปจนถึงพาเด็กๆ เดินทางเพื่อค้นหาตัวตน ตลอดเกือบ 60 ปีที่ผ่านมา บาร์บี้ได้ Empower เด็กๆ ให้เกิดจินตนาการถึงบทบาทที่มุ่งมั่น ตั้งแต่การเป็นเจ้าหญิงไปจนถึงประธานาธิบดี”

มาร์โกต์ ร็อบบี้ (Margot Robbie) ผู้มารับบทบาร์บี้ในเวอร์ชันคนแสดงในปี 2023 กล่าว และคำตอบของเธอทำให้เราอดใจรอดูการตีความบาร์บี้ในมุมมองที่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้นแทบไม่ไหว

ก่อนจะไปดูบาร์บี้ฉบับมาร์โกต์บนจอภาพยนตร์ เราอยากพาย้อนดูความสตรีนิยมในตัวบาร์บี้ ผ่านภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องแรกๆ ของบาร์บี้ ระหว่างช่วงปี 2002-2008 ที่แม้เราจะดูมันมานานแล้ว แต่เนื้อหาในเรื่องกลับเหนือกาลเวลา เหมือนเพิ่งผ่านมาเมื่อวานนี้เอง

Barbie as Rapunzel (2002)

ภาพยนตร์เรื่องแรกๆ ของบาร์บี้ มาไล่เลี่ยกับภาพยนตร์ Legally Blonde (2001) ซึ่งคาแรกเตอร์ตัวเอกก็ถูกบรรยายว่าถูกมองว่าเหมือนตุ๊กตาบาร์บี้ เธอเข้ามาบอกทุกคนว่าสาวผมบลอนด์ไม่ได้โง่ และสามารถเก่งกาจได้ไม่น้อย เพื่อฉีกกฎสังคมที่ปลูกฝังค่านิยม Dumb Blonde หรือ การมองว่าสาวผมบลอนด์เป็นคนโง่ และเป็นวัตถุทางเพศ นับตั้งแต่ มาริลีน มอนโร (Marilyn Monroe) แสดงภาพยนตร์ Gentlemen Prefer Blondes ในปี 1953 ซึ่งแฝงการมองสีผมอ่อนเป็นวัตถุทางเพศ คาแรกเตอร์ของเธอคือผู้หญิงวัตถุนิยม แต่งงานเพื่อเงิน ในขณะที่เพื่อนของเธอเป็นสาวผมสีน้ำตาล แต่งงานเพราะความรัก

ความจริงแล้วนิสัยของผู้หญิงไม่ควรถูกตีตราเพราะสีผมแม้แต่น้อย และเมื่อมีภาพสเตริโอไทป์แบบนั้นคาแรกเตอร์ของมอนโรจึงกล่าวในภาพยนตร์ว่า “ฉันสามารถฉลาดได้ถ้าฉันต้องการ แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ชอบมัน”

การออกนอกกรอบของสาวผมบลอนด์ ทำให้เรานึกถึงบาร์บี้เรื่องแรกๆ ที่เราอยากพูดถึงคือ Barbie as Rapunzel (2002) เรื่องราวของเด็กสาวในคฤหาสน์หลังกำแพงวิเศษชื่อว่า ‘ราพันเซล’ ที่ถูกแม่เลี้ยงสั่งห้ามไม่ให้วาดรูป และถูกกดขี่เป็นสาวใช้ในบ้าน โดยอ้างว่า “ฉันเลี้ยงเธอมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ตอบแทนฉันแบบนี้เหรอ” หรือ “ฉันทำไปก็เพื่อเธอ เพื่อปกป้องเธอจากสิ่งชั่วร้าย”

สำหรับเรา หากมองกันจริงๆ มันคือเรื่องของอำนาจนิยมที่คนที่อยู่เหนือกว่ามักกดอีกคนให้ต่ำลง ซึ่งในกรณีนี้มาในรูปแบบ #บ้านไม่ใช่เซฟโซน อ้างความอกตัญญู มาอ้างเพื่อออกคำสั่ง โดยไม่ปล่อยให้ราพันเซลมีอิสระ

แน่นอน บาร์บี้ หรือราพันเซลคนนี้ ก็ได้ไปเจอกับทางลับใต้คฤหาสน์ที่พาเธอออกไปนอกกำแพงวิเศษ และประโยคที่เราชอบจากเธอมากๆ คือ “นี่เป็นโอกาสแล้ว อาจจะเป็นโอกาสเดียวด้วย ฉันจะไป” นั่นเป็นครั้งแรกที่สาวบลอนด์คนนี้ได้ออกไปเห็นว่า จริงๆ แล้วผู้คนนอกโลกที่เธอเคยอยู่นั้นมีหลากหลายเหลือเกิน

ไปจนถึงจุดพีกที่ราพันเซลถูกจับได้ โดนขังอีก เธอก็พูดกับแม่เลี้ยงว่า “คุณขังฉันจากโลกภายนอกตลอดไปไม่ได้หรอก” เป็นไปตามคาด เธอได้พบพู่กันวิเศษที่จะพาเธอออกไป และถึงแม้จะเจออุปสรรคอีกมากจนกว่าจะหลุดพ้นจากบ้านที่ไม่ใช่บ้าน แต่ความมุ่งมั่นของเธอที่มีอยู่ในหัว ก็พาเธอออกไปได้อยู่ดี เหมือนที่ตอนจบ ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกกับเราว่า เมื่อมุ่งมั่นวาดในสิ่งที่ฝัน จะไม่มีวันวาดมันผิด

Barbie and the Magic of Pegasus (2005)

ถัดจากความเป็นสาวผมบลอนด์ แน่นอน บาร์บี้ยังเป็นเพศสภาพหญิง และพอเป็นผู้หญิง ก็หนีไม่พ้นการเหยียดเพศในสังคมชายเป็นใหญ่ และ Barbie and the Magic of Pegasus (2005) แฝงค่านิยมการมองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศไว้ชัดทีเดียว

เริ่มต้นที่ ‘เจ้าหญิงแอนนิก้า’ (บาร์บี้) เป็นหญิงสาวนอกกรอบ ชอบหนีออกจากวังไปเล่นสเกตน้ำแข็ง เพราะราชาและราชินี เลี้ยงแบบไข่ในหิน เป็นห่วงเกินเบอร์ เพราะกลัวลูกเจอเวนล็อก พ่อมดที่เคยทำลายครอบครัวราชวงศ์ไปครั้งหนึ่ง (ซึ่งเราไม่ขอสปอยล์) และเมื่อราชา ออกคำสั่งยึดรองเท้าสเกตที่เป็นความสุขของลูกไป แอนนิก้าที่ไม่ยอมจะทิ้งความชอบ (บาร์บี้จะสอนเสมอให้มุ่งไปให้สุดในสิ่งที่รักเสมอล่ะ) ก็แอบไปเอาสเกตกลับคืน และออกไปเล่นสเกต โดยได้เจอกับเวนล็อกในที่สุด

“ข้าเวนล็อก สามีเจ้าในอนาคต…ข้าขอเสนอโอกาส ครั้งเดียวในชีวิตของเจ้า มาเป็นเจ้าสาวของข้า” คำทักทายมั่นหน้าของผู้ชายอย่างเวนล็อก ตอบได้เลยว่า เขาคิดว่าการที่ผู้ชายมาเสนอตัวเองให้ผู้หญิงนั้นเป็นสิ่งล้ำค่า เหมือนกับพอเป็นผู้ชายอะไรๆ ก็ดูง่ายไปเสียหมด แต่นางเอกของเราปฏิเสธเสียงแข็ง ทำให้พ่อมดเวนล็อกสาปให้ทุกคนเป็นหิน และให้เวลาเธอ 3 วัน ในการตอบตกลงแต่งงาน ก่อนคำสาปจะถอนไม่ได้

จะเห็นได้ว่า การที่ผู้ชายใช้อำนาจต่อรองเพื่อกดขี่ผู้หญิงนั้นเป็นสิ่งที่ในสังคมเรายังมีอยู่ ไม่ว่าจะอดีต จนถึงปัจจุบัน แต่บาร์บี้จะบอกกับเด็กสาว และผู้หญิงทุกคนเสมอว่า “มันไม่มีหวังก็ต่อเมื่อเจ้ายอมแพ้” เธอมุ่งหาวิธีทำลายคำสาปจากความช่วยเหลือของเหล่านางฟ้า เพกาซัส และพระเอกของเรา ที่เป็นช่างไม้ จนทำได้สำเร็จ

อย่างที่บอก เรื่องนี้พระเอกของเราเป็นช่างไม้ แต่เจ้าหญิงก็สามารถคู่กับช่างไม้ได้ เพราะคือคนที่เธอเลือกเอง และผู้หญิงทุกคนมีสิทธิ์จะเลือกคนที่ตัวเองรัก ไม่ใช่เป็นแค่ชอยส์ของใคร

Barbie: Fairytopia (2005)

“เฮ้ เจ้าเรียกนางฟ้าที่ไม่มีปีกว่าไงนะ…ไม่เรียก ใครอยากเรียกนางฟ้าไร้ปีกบ้างล่ะ ฮ่าๆ” เหล่านางฟ้าปากแจ๋ว บูลลี่ ‘เอลิน่า’ (บาร์บี้) จาก Barbie: Fairytopia (2005) คิดว่าหลายคนที่เป็นแฟนบาร์บี้น่าจะคุ้นหูบทนี้กัน ซึ่งนั่นทำให้เห็นเลยว่าการบูลลี่นั้นมีมายาวนาน ในปัจจุบันก็ยังไม่หายไปจากสังคม

แกนหลักของ Barbie: Fairytopia คือการที่เอลิน่าจะต้องชนะใจตัวเอง และมองเห็นคุณค่าของตัวเองที่แม้จะไร้ปีก แต่ก็สามารถเป็นคนที่พิเศษได้ในแบบฉบับของตัวเอง เรื่องเกิดขึ้นในวันที่ทุ่งแห่งเวทมนตร์ ถูกความเลวร้ายคืบคลาน ลาเวนน่า นางฟ้าใจร้าย ใช้ยาพิษให้นางฟ้ามีปีกหมดเรี่ยวแรงบิน เพื่อหวังจะยึดครองอาณาจักร มีแค่เอลิน่าที่ไม่มีปีก จึงไม่โดนพิษนั้น เธอจึงเป็นความหวังหมู่บ้านเพื่อไปช่วยทุกคน

บทมันอาจจะดูโลกสวย เพื่อที่จะชูให้นางเอกเป็นนางเอก แต่ขณะเดียวกันมันก็มอบความหวังให้กับเด็กๆ ว่า แม้คุณจะมีชีวิตที่แตกต่างจากคนอื่น แต่ก็สามารถทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ตัวคุณจะคิดได้เสียอีก

“เจ้าควรทำสิ่งที่ถูกต้อง ถึงมันจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่สุดสำหรับเจ้า” บทที่เทพพิทักษ์บอกกับเอลิน่า มันคือเรื่องจริงบนโลกใบนี้ เอลิน่าสละปีกที่กำลังจะได้มา เมื่อลาเวนน่า หลอกล่อให้เธอเข้าร่วมมือกำจัดทุกคน ด้วยการมอบปีกที่ทำให้เธอเป็นเหมือนกับนางฟ้าทั่วไป

ฉากนี้คือฉากที่ต้องวัดระหว่างการเข้าสู่สแตนดาร์ดสังคม แต่ทำเรื่องที่ผิดหลักการของตัวเอง กับการอยู่นอกสแตนดาร์ด แต่ยังคงยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ แน่นอน มันยากสำหรับหลายคน แต่การถูกทำร้ายมา แล้วไปทำร้ายคนอื่นกลับ เราก็อาจไม่ได้ต่างอะไรจากเขา เราสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นคนแบบที่เราไม่ชอบ หรือเป็นตัวเราเหมือนเดิม เพราะถ้าเราเลือกทำสิ่งที่ผิด เราก็กำลังเสียตัวตนของเรา และเสียเพื่อน หรือครอบครัวที่รักเราไปด้วยเช่นกัน

แน่นอน เอลิน่า เลือกทำสิ่งที่เชื่อว่าถูกต้อง และการทำสิ่งที่ถูกต้อง ทำให้คนที่รักเธอ ยังรักเธออยู่เหมือนเดิม และเธอก็รักตัวเองเพิ่มขึ้นไปอีก

Barbie in the 12 Dancing Princesses (2006)

ปกติภาพยนตร์ของบาร์บี้ มักมีคาแรกเตอร์ตัวละครหลักแค่คนเดียวคือบาร์บี้ แต่กับ Barbie in the 12 Dancing Princesses (2006) เธอพาพี่น้องของเธออีก 11 คน ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาใส่ไว้ในเรื่องเดียว

เจ้าหญิง 12 องค์ ที่ซน และมีความเป็นตัวของตัวเอง คนละสีผม คนละสีผิว คนละความสูง คนละอายุ คนละความชอบ แต่มีจุดร่วมกันคือหลงใหลในการเต้นรำ

“ข้ารักลูกๆ แต่บางครั้งข้าก็ไม่เข้าใจพวกเขา” หลังจากเสียราชินีไป ราชา ที่เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวเห็นว่า ลูกๆ ทั้ง 12 ขาดคุณสมบัติความเป็นหญิง และด้วยความที่เขาติดภาพผู้หญิงแบบเดียว คือเรียบร้อย อ่อนช้อย นุ่มนวล ไม่โลดโผน ทำให้เขากลุ้มอกกลุ้มใจ เพราะสาวๆ คือขั้วตรงข้าม

ยกตัวอย่างเช่น ‘เจเนวีฟ’ หรือบาร์บี้นางเอกของเราชอบมาสาย ‘เจเนสซ่า’ น้องเล็กชอบสะสมแมลง ‘ไอล่า’ และ ‘แฮดลีย์’ ฝาแฝดที่ชอบเล่นไม้ต่อขา ‘ดีเลีย’ และ ‘เอดเดอไลน์’ ชอบเล่นตีบอล ‘คอร์ทนีย์’ รักการอ่านหนังสือ หรือ ‘แบลร์’ ชอบขี่ม้าจนโคลนติดกระโปรง

และเมื่อพ่อต่อสายตรงไปเรียกให้ ดัชเชสโรวีน่า ญาติของเขามาช่วยสอนมารยาทความเป็นหญิงให้สาวๆ ตั้งแต่ห้ามใส่ชุดสีสันฉูดฉาด ต้องใส่ชุดสีเดียวกันทั้งหมด สอนใช้พัดแบบสงบเสงี่ยมสมเป็นหญิง ต้องนอนตอนสองทุ่ม ห้ามเต้นรำ ห้ามร้องเพลง และเรียกพวกเธอว่า ‘ฝูงทะโมน’

จะเห็นได้ว่าการเป็นผู้หญิงนอกกรอบความเป็นหญิง ไม่ได้ถูกผู้ชายมองว่าไม่ดีอย่างเดียว แต่ผู้หญิงที่สนับสนุนแนวคิดชายเป็นใหญ่ และเคร่งกรอบความเป็นหญิงเดิมๆ ก็เหยียดหยามผู้หญิงด้วยกัน และบอกว่าพวกเธอไม่เหมือนเจ้าหญิง

ในที่นี่ก็เหมือนกับตอนที่เจเนวีฟพูดว่า “โรวีน่าอาจคิดว่าเราไม่เหมาะสมกับการเป็นเจ้าหญิง แต่เราเป็นเจ้าหญิง” ซึ่งอะไรคือคำว่าเหมือน/ไม่เหมือนเจ้าหญิง (หรือผู้หญิง) มีแต่คนรุ่นเก่าๆ คิดกันไปเองทั้งนั้น ไม่มีใครมีสิทธิ์กำหนด

เจ้าหญิงทั้ง 12 เลือกหนีไปเต้นรำในดินแดนวิเศษที่พบโดยบังเอิญจากของขวัญที่แม่ของพวกเธอเคยให้ องค์หญิงองค์หนึ่งบอกกับน้องๆ ว่า ที่แห่งนี้คือที่ที่เราไปโดยไม่ทำให้ใครเสียใจ ในที่นี้ก็หมายถึงพ่อของพวกเธอที่คาดหวังให้พวกเธอเป็นลูกสาวในอุดมคติ แม้ตอนท้ายราชาจะเข้าใจแล้วว่า “ลูกแต่ละคนพิเศษ เจ้าหญิงแสนสวย และลูกจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ตามแบบฉบับของตน” เมื่อพวกเธอทำให้เห็นว่า การไม่อยู่ในกรอบใช่ว่าจะเป็นภัยกับใคร

“ท่านแม่บอกเราเสมอ ไม่ว่าตัวเล็กหรือตัวโตก็มีความแตกต่างเฉพาะตัวทั้งนั้น” เจเนวีฟ ยังคงเป็นนางเอกที่ Empower ทุกคนให้ไปต่อในเส้นทางของตัวเอง และเธอก็เลือกจะแต่งงานกับช่างทำรองเท้า แทนที่จะแต่งกับเจ้าชายด้วยเช่นกัน

Barbie and the Three Musketeers (2008)

เรื่องสุดท้ายที่เราอยากพูดถึงคือบาร์บี้เรื่องที่เราชอบที่สุด และพูดได้เต็มปากว่าเธอมีความเฟมินิสต์อยู่สูง นั่นก็คือ Barbie and the Three Musketeers (2008) ที่บอกกับผู้หญิงทุกคนตั้งแต่ต้นเรื่องยันนาทีสุดท้ายว่า ผู้หญิงควรได้ทำทุกงานที่อยากทำ ไม่เว้นแต่งานที่สังคมมองว่าเป็นของผู้ชาย!

ทหารเสือ คืออาชีพที่ คอร์รีน (บาร์บี้) ฝันจะเป็นมาตั้งแต่เด็ก ในวัยครบ 17 ปี เธอมุ่งหน้าไปปารีสเพื่อเข้าพบเพื่อนเก่าของพ่อที่เป็นทหารเสือ แต่แล้วก็พบว่าคนที่นั่นดูถูกความพยายามของเธอ

“อย่ามาวุ่นวายกับงานทหารเสือของพวกหนุ่มๆ จะดีกว่า”
“เขาอาจจะเลี้ยงดูปูเสื่อเธอด้วยนะ”
“เธอเนี่ยนะจะเป็นทหารเสือ ไม่มีทหารเสือผู้หญิงหรอกจ้ะ”

ไม่ว่าจะผู้ชาย หรือผู้หญิง ต่างสบประมาทคอร์รีน และหัวเราะคิกคัก ความบังเอิญทำให้คอร์รีนได้มาเป็นแม่บ้านในวัง และได้พบกับเพื่อนๆ ทั้งสาวผมแดง สาวผมดำ และสาวผิวสีแทน นี่เป็นครั้งที่บาร์บี้ใส่ความหลากหลายทางสีผิวลงไป โดยทั้ง 4 คนมีความฝันเหมือนกันคือการเป็นทหารเสือ

แต่ด้วยจังหวะชีวิตที่บอกว่าผู้หญิงเป็นได้แค่แม่บ้าน พวกเธอจึงเข้ามาเป็นแม่บ้านในวังกันทั้งหมด ความบังเอิญอยู่ที่ว่า ป้าแม่บ้านในวังเคยมีความฝันอยากเป็นทหารเสือมาก่อน แต่ด้วยเจเนอเรชันเก่าที่ไม่กล้าขบถต่อสังคมเท่าปัจจุบัน ทำให้เธอยอมแพ้กับความฝัน แต่เมื่อเห็นแววของสาวๆ จากการป้องกันตัวเองเก่ง ป้าแม่บ้านจึงอาสาเป็นครูสอนวิชาทหารเสือให้พวกเธอ

“สมัยฉัน ไม่มีใครคิดว่าผู้หญิงจะเป็นทหารเสือได้ ใครๆ ก็คิดแบบนั้น พวกเธอต้องทำให้รู้ว่าพวกเขาเข้าใจผิด” ป้าแม่บ้านกล่าว

การถูกปฏิเสธในหน้าที่การงานเพราะเพศสภาพยังมีอยู่ในสังคม ยิ่งเป็นงานอะไรก็ตามแต่ที่ดูเหมือนต้องใช้กำลัง สังคมก็จะมองว่าเป็นงานของผู้ชายเพียงเท่านั้น เพราะติดภาพว่าผู้หญิงอ่อนแอ ควรอยู่บ้าน แต่คอร์รีนได้พิสูจน์ให้เห็นหลายครั้ง จากฉากที่เจ้าชายถูกลอบปลงพระชนม์หลายต่อหลายครั้งจากตัวโกงที่หวังครองบัลลังก์ ว่าเธอสามารถปกป้องผู้ชายได้เหมือนกัน

“ขนาดเจ้าชายยังฝันให้คนลอยบนอากาศได้ และผู้หญิงจะฝันเป็นทหารเสือบ้างไม่ได้หรือไง” คอร์รีนบอกเจ้าชายเสียงแข็ง หลังจากที่เขาบอกความฝันของเขาว่าชอบสิ่งประดิษฐ์ และอยากให้คนบินได้ แต่เมื่อเธอบอกความฝันของเธอบ้าง กลับไม่เชื่อว่าผู้หญิงจะทำได้

สุดท้ายคอร์รีน หรือบาร์บี้ ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้หญิงก็สู้รบ และแข็งแกร่งได้เหมือนกัน จนได้เป็นทหารเสือตามที่เธอฝัน ที่สำคัญยังเทเจ้าชายตอนเขาชวนกินข้าว เพราะจะไปบู๊อีกด้วย! สุดปัง!

นอกจากนี้ ปัจจุบันบาร์บี้ยังออกตุ๊กตาที่มีหลายเชื้อชาติ หลายศาสนา มีทั้งคนพิการนั่งวีลแชร์ สวมขาเทียม คนผิวด่าง ผิวดำ ผิวเหลือง ผมหยิก ไม่มีผม สวมฮิญาบ สาวรูปร่างหลากไซส์ หลายอาชีพ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายที่ดีที่ทำให้คนมองบาร์บี้ในลุคที่แตกต่างออกไป เราก็หวังว่าในอนาคตจะมีบาร์บี้ที่มีความหลากหลายแบบนี้เพิ่มขึ้นบนจอภาพยนตร์ด้วยเช่นกัน



อ้างอิง:

https://bmgator.org/22253/opinion/op-ed-dumb-blondes-not-so-dumb-after-all/

https://variety.com/2019/film/news/warner-bros-closes-deal-with-matell-barbie-margot-robbie-1203102234/

Author

PATCHSITA PAIBULSIRI

Content Creator

Related Stories

Trophy Wife Barbie บาร์บี้แบบใหม่ ที่พร้อมโอบรับทุกความเรียลของผู้หญิง ทั้งช่วยตัวเอง สิวขึ้นหน้า โนบรา ชูนิ้วกลาง ฯลฯ

culture

Trophy Wife Barbie บาร์บี้แบบใหม่ ที่พร้อมโอบรับทุกความเรียลของผู้หญิง ทั้งช่วยตัวเอง สิวขึ้นหน้า โนบรา ชูนิ้วกลาง ฯลฯ

BY MIRROR TEAM 07 JUL 2022

MIRROR'sGuide