LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

“สิ่งสำคัญคือการสื่อสาร และไม่ต้องคาดหวังให้เขาเข้าใจทันทีทันใด” คุยกับ ซิลวี่ ภาวิดา มอริจจิ และ มิ้น มิณฑิตา วัฒนกุล

“ถ้าเราเจอกันสัก 5 ปีที่แล้ว มันอาจไม่เป็นแบบนี้นะ” เธอกล่าว ในฐานะบุคคลสาธารณะ พร้อมจะถูกหยิบมาวิพากษ์วิจารณ์เสมอ การมีความรักไม่ใช่เรื่องง่ายๆ โดยเฉพาะคนรักของเธอก็เป็นผู้หญิงเหมือนๆ กัน 

แต่ ณ เวลานี้ ทั้ง มิ้น-มิณฑิตา และ ซิลวี่-ภาวิดา รู้สึกว่านี่คือเวลาที่ดีเยี่ยม ที่เธอสองคนจะได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเอง และส่งเสียงเพื่อสนับสนุนคนอื่นๆ ที่ยังคงเจอความยากลำบากในการ express ในสิ่งที่เป็นอยู่ ซึ่งทั้งสองคนเข้าใจเป็นอย่างดีว่าทุกคนย่อมมีระยะเวลาของตนเอง และสิ่งสำคัญคือการสื่อสารของทั้งสองฝ่าย จนกว่าจะเจอกันตรงกลาง 

และที่สุดแล้ว อย่างที่มิ้นและซิลวี่ยืนยันกับเรา “ถ้ามันเท่าเทียมจริง กฎหมายต้องเปลี่ยนแล้วนะ” นั่นแปลว่า แม้เราจะอยู่ในช่วงเวลาที่ดูมีความหวัง แต่การต่อสู้เรียกร้องยังคงต้องมีต่อไป ควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตในฐานะปัจเจกที่เชื่อมั่นว่าเพศสภาพของเราและของใครต่อใครไม่ใช่สิ่งผิด 

เรื่องราวความรักระหว่างทั้งสองคน สิ่งที่ประทับใจในกันและกัน รวมถึงการแลกเปลี่ยน-ถกเถียงระหว่างทั้งสองคนที่เกิดขึ้นระหว่างบทสนทนาจะเป็นอย่างไร อ่านทั้งหมดได้ที่นี่

“คำที่เหมาะสมสำหรับเราที่สุดคือ แพนเซ็กชวล 

แต่ก่อนนี้เราคิดว่าเราเคยเป็นเลสเบี้ยนมาก่อน 

เคยเป็นไบเซ็กชวลมาก่อน ที่จะบอกก็คือ 

เพศสภาพมันไหลลื่น มันเปลี่ยนแปลงได้”

-ซิลวี่ ภาวิดา 

Q: ณ ตอนนี้ นิยามตัวเองกันว่าอย่างไร

ซิลวี่: ณ วันนี้ คำที่เหมาะสมสำหรับเราที่สุดคือคำว่าแพนเซ็กชวล แต่ก่อนนี้เราคิดว่าเราเคยเป็นเลสเบี้ยนมาก่อน เคยเป็นไบเซ็กชวลมาก่อน ที่จะบอกก็คือ เพศสภาพมันไหลลื่น มันเปลี่ยนแปลงได้ ตอนนี้เราเองอยู่ในร่มของเควียร์ และเราเป็นแพนเซ็กชวล 

มิ้น: เราเพิ่งมาเข้าใจคำนิยามต่างๆ มากขึ้นตอนมาคบกันซิล แต่ถ้าตั้งแต่แรก แต่ไหนแต่ไรมา เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้หญิง แต่เรารู้สึกมาตลอดว่าเราจะชอบเพศไหนก็ได้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพศชายหรือหญิงด้วย เราค่อนข้างเชื่อว่าการสร้างครอบครัวหรือมีคู่ชีวิตสักคนหนึ่งมันไม่ได้ติดอยู่กับเพศใดเพศหนึ่ง มาถึงตอนนี้ เราว่าเราเป็นเควียร์

Q: การมีร่ม มีคำมารองรับเพศสภาพ ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน

มิ้น : มิ้นเองไม่ได้เคยเจอความลำบากอย่างชัดเจน ในการอธิบายกับคนอื่นว่าเราเป็นอะไร เราเลยไม่ได้รู้สึกว่ามันสำคัญมากแค่ไหน แต่ในพื้นที่อื่นๆ ยังมีคนที่ต้องการสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจว่าตัวเองเป็นอะไร ซึ่งคำเหล่านี้มันช่วยได้มาก แต่ถ้าว่ากันจริงๆ มันไม่ต้องยึดติดก็ได้ว่าเราจะเป็นหรือไม่เป็นอะไร เราเป็นอย่างที่เป็นไปมันก็ได้แหละ

ซิลวี่ : ซิลว่าการมี label มันอาจทำให้ตัวเราเองหรือคนรอบข้างได้คลายข้อสงสัยแค่นั้นเอง มันดีที่มีชื่อเรียกนะ มันอาจทำให้บางคนได้รู้สึกว่าเออ มีคนที่เป็นเหมือนเรา มีคนกลุ่มนี้อยู่ เราไม่ได้แปลกประหลาดจนเกินไป แต่สำหรับเราสองคน ความรู้สึกเรานำก่อน เราค่อนข้างเชื่อในสัญชาตญาณของเรา

มิ้น: เราเองเคยมีจุดที่รู้สึกว่า เอ๊ะ หรือเราเป็นเอเซ็กชวล (Asexual) แต่พอเรามาทำความเข้าใจคำนี้จริงๆ อ๋อ เราไม่ได้เป็นนี่นา ซึ่งเราว่าสำหรับคนที่ไม่ได้มาหาข้อมูลเรื่องนี้ มันอาจยังเป็นเรื่องยาก ใช้คำว่ายุ่งยากดีกว่า ซึ่งถ้าเขายังไม่พร้อมจะเรียนรู้ มันก็เป็นเรื่องของเขา

ซิลวี่: เราว่ามันเป็นเรื่องที่คนคนนั้นต้องเรียนรู้และเอดูเขตตัวเอง จริงๆ นะ อยากเข้าใจมั้ยล่ะ? ถ้าอยากเข้าใจ ก็ต้องไปเรียนรู้


พอเราคบกับผู้หญิง มันก็จะตามมาด้วยคำถามว่า 

“แล้วคุณเป็นอะไรกันแน่” “คุณต้องเป็นอย่างนี้สิ” 

ซึ่งจริงๆ ในช่วงหนึ่งของชีวิตที่มันยังไม่รู้ 

เราก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดนะ กับการตอบว่า 

“ยังไม่รู้” ก็เรายังไม่รู้นี่ ว่าเราเป็นอะไร 

-มิ้น มินฑิตา

ซิลวี่: เรานึกถึงเคสหนึ่ง คือก็จะมีบางคนที่รู้สึกว่าคนต้องเรียกเราให้ถูกนะ ถ้าใครเรียกผิดก็จะโกรธไปเลย เราว่าทุกคนมีสิทธิที่จะ label ตัวเขาเอง แต่บางครั้งถ้ามากเกินไปมันก็ทำให้คนรู้สึกว่า “อะไรวะ ก็กูไม่เข้าใจ จะให้ทำยังไง” มันจะยิ่งทำให้คนอาจรู้สึกว่า LGBTQ เรื่องเยอะ นึกออกมั้ย แต่จริงๆ พูดไปเราก็กลัวจะโดนดราม่าเหมือนกันนะ

มิ้น: แต่มันก็เป็นอีกมุมมองที่น่าสนใจน่ะนะ เราว่านี่มันคือโลกที่กว้างใหญ่ มันมีร่มอยู่เต็มไปหมด มันเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ เราว่าตอนนี้เราอยู่ในสังคมที่เซนซิทีฟกับการถกเถียงมากไปหน่อย 

ซิลวี่: เราว่ามันน่าจะต้องมีพื้นที่ที่พูดคุยกันได้ว่า เอ้ย เธอ เราไม่เข้าใจ แล้วเราก็น่าจะต้องเปิดกว้างมากพอที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจ

มิ้น: เราว่าเรามีคำนิยามเหล่านี้เพื่อให้คนได้เข้าใจมันมากขึ้น ไม่ใช่ว่า “แกไม่รู้ แกไม่ใช่พวกเรา” 

ซิลวี่: พวกเราเองก็โดนทักตลอด คนส่วนใหญ่ก็จะมองว่าซิลเป็นทอม มิ้นเป็นดี้ คือมันก็เป็นการ misgender เล็กน้อย แต่เราไม่ได้โกรธนะ เราว่ามันเป็นเรื่องที่คนเข้าใจผิดได้

มิ้น: แต่ทั้งนี้เราก็เข้าใจ อย่างสมมติมีสื่อใหญ่ๆ สักสื่อหนึ่ง ที่มีอิทธิพลมากๆ ในประเทศหนึ่ง แล้วสื่อนั้นบอกว่าเราสองคนเป็น ทอม-ดี้ อย่างนั้นเราอาจรู้สึกว่าลำบากละ เพราะคนทั้งสังคมเสพสื่ออยู่เจ้าเดียวแล้วเข้าใจเราผิด เรื่องนี้เลยค่อนข้างเซนซิทีฟ สำหรับเราเราเคลียร์กับคนรอบตัวค่อนข้างชัด แต่สำหรับคนอื่น คนรอบตัวเขาอาจจะไม่ได้ฟังเขา แต่ฟังจากข่าวก็ได้ แล้วมันอาจทำให้เข้าใจเขายากขึ้นไปอีก 

ซิลวี่: เออ จริง จริง 

มิ้น: แล้วนึกถึงตอนที่พอคนเริ่มรู้ว่าเราเป็นแฟนกัน ซึ่งจริงๆ ทั้งชีวิตมิ้น มิ้นก็เป็นอย่างนี้มาเหมือนเดิม ค่อนข้างชัดเจนว่าก็เดี๋ยวถ้าเจอใครที่ชอบ ก็ชอบเอง แต่พอเวลามีแฟน หรือเปิดตัวกับใครสักคนก็ต้องเจอคำถามอยู่แล้วว่า อันนี้ยังไง คิดอะไร แต่พอเราคบกับผู้หญิง มันก็จะตามมาด้วยคำถามว่า “แล้วคุณเป็นอะไรกันแน่” “ไม่ คุณไม่ได้เป็นอย่างนี้” “คุณต้องเป็นอย่างนั้นรึเปล่า” ซึ่งช่วงแรกๆ เราได้แต่บอกว่า “ไม่รู้อะ” แล้วเราก็รู้สึกเหมือนเราผิด กับการตอบไม่ได้ว่าเป็นอะไร ซึ่งจริงๆ ในช่วงหนึ่งของชีวิตที่มันยังไม่รู้ เราก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดนะ กับการตอบว่า “ยังไม่รู้” ก็เรายังไม่รู้นี่ว่าเราเป็นอะไร 

ซิลวี่: มันก็คือ still questioning ซึ่งก็เป็นหนึ่งใน sexual orientation เหมือนกัน ซึ่งมันเจ๋งดี 

มิ้น: เพียงแค่ว่า เรื่องนิยามเพศ ตราบใดที่มันถูกนำเสนอออกมาในทางที่โอเค แล้วไม่ได้ตัดสินกัน เราว่าความเข้าใจผิดสามารถเกิดขึ้นได้นะ มิ้นเชื่อว่ามันจะทำให้สังคมเคารพคนอื่นได้ แต่มันก็จะมีคนที่ไม่ได้เคารพนั่นแหละ ก็ ช่างแม่ง

“ความรักคือการสื่อสารกัน 

เราต้อง express ตัวเองให้เขาเข้าใจเรา 

รู้วิธีการสื่อสารกับเขา ให้พื้นที่เขาได้ทำความเข้าใจ 

แล้วค่อยมาดูกันว่าที่สุดแล้วเรายังอยากรักเขามั้ย”

-ซิลวี่ ภาวิดา

Q: คุณนิยามความรักว่าอย่างไรบ้าง

มิ้น: เบื้องต้นมันคือคำว่าหวังดีต่อกันน่ะ ไม่ว่ามันจะเป็นความรักในรูปแบบไหน มันควรเริ่มจากการหวังดีต่อกัน ถ้ามันมีคำว่าหวังร้ายเมื่อไหร่ ไม่ว่าเขาจะพยายามแสดงออกว่ารักยังไงก็ตาม ก็คือไม่มีคำว่ารักแล้วละ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่รักเรา แฟนคลับรักเรา หรือเรารักกัน มันต้องมีความหวังดีเป็นพื้นฐาน

ซิลวี่: ถ้าวัดจากตัวเอง เราว่าความรักคือความเข้าใจกันแล้วเจอกันตรงกลาง เพราะแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน และความรักคือการสื่อสารกัน ต้อง express ตัวเองให้เขาเข้าใจเรา รู้วิธีการสื่อสารกับเขา สื่อสารกัน ให้พื้นที่เขาได้ทำความเข้าใจ แล้วค่อยมาดูกันว่าที่สุดแล้วเรายังอยากรักเขามั้ย

Q: สิ่งที่คุณประทับใจในตัวอีกฝ่ายคืออะไร

ซิลวี่: ของซิลก็คือ… (ขำ)

มิ้น: อะไรเหรอ (ขำ)

ซิลวี่: คือเกร็งอะ ตอนอยู่สองคนไม่ได้นั่งกันแบบนี้นะ

มิ้น: คืออยู่ดีๆ ก็ม้วนต้วนขึ้นมา

ซิลวี่: ความประทับใจเหรอ ซิลรู้สึกว่า เอ่อ…

มิ้น: ให้เราตอบก่อนมะ?

ซิลวี่: ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร (ยิ้ม) คือเขาเป็นคนน่ารัก ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมุ้งมิ้งกับใครเท่าตอนอยู่กับเขามาก่อน (ขำ) อย่างที่บอก เรารู้สึกว่าความรักคือการที่สองคนมาเจอกันแล้วหาตรงกลาง ซึ่งเราอาจยังไม่เคยเจอตรงกลางที่มันมุ้งมิ้งขนาดนี้ และเขาเป็นคนที่หวังดีกับเรา มอบแต่สิ่งดีๆ ให้เรา เราก็รู้สึกว่าอยากจะ blend in ไปกับสิ่งที่เขาทำให้เรา รู้สึกว่าเขาทำให้เราอยากเป็นคนดีขึ้น

มิ้น: สิ่งที่ประทับใจในตัวซิล แรกเจอนะคะ จนถึงวันนี้ ก็คือความมั่นใจในตัวเองของเขา อีกอย่างหนึ่งคือความบ้า มิ้นเป็นคนบ้าคนหนึ่งเหมือนกัน เลยรู้สึกว่าถ้าไม่บ้า เราอยู่ด้วยกันไม่ได้ คือภาพข้างนอกมิ้นอาจจะดู blend in เข้ากับสังคมได้เฉยๆ และเขาสกรีนคำว่า bold บ้า มั่นใจ จนถึงตอนนี้เราก็ยังรู้สึกว่า เชี่ย เอาจริงเหรอ เอาซิ เอาเลยจ้า 

นั่นคือความประทับใจตั้งแต่แรกเนอะ แต่พอยิ่งได้รู้จัก เราก็ยิ่งประทับใจกับการเป็นคนใส่ใจของเขา เขาเหมือนเป็นคนแข็งๆ แต่จริงๆ เขาใส่ใจความรู้สึกของคนรอบข้างมาก โดยเฉพาะคนที่เขารัก 

ซิลวี่: แต่เอาเข้าจริงๆ ตอนคบกันแรกๆ เราไม่คิดว่าเราจะเข้ากันได้ขนาดนี้นะ คือมันก็มีสิ่งที่ต่างกัน แต่เราสองคนจะรู้ว่าเรามีอะไรที่เหมือนกันโคตรเยอะ เรื่องความบ้า เรื่องความมุ้งมิ้ง เราก็ไม่เคยรู้ว่าเออกูก็มีด้านนี้ว่ะ

มิ้น: อาจจะเพราะเรามีความหลากหลายในตัวเองเหมือนกัน บางทีเราก็เถื่อน บางวันมุ้งมิ้ง บางวันก็สกปรกมาก บางวันต่ำช้า บางวันก็มีความ เอ้อ เราเป็นคนดีเนาะ แล้วพอเราไม่ได้จำกัดในด้านใดด้านหนึ่งของอีกคน มันเลยสบายใจ

04

“ถ้าเราเจอกันเมื่อ 5 ปีที่แล้ว 

มันอาจจะเป็นคนละเรื่องเลยก็ได้ 

เสียงของทุกคนช่วยเรามากจริงๆ 

ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ที่เขาไม่ได้ยินแต่เขาก็ต้องได้ยิน”

-มิ้น มิณฑิตา

Q: คำถามที่ไม่อยากตอบเกี่ยวกับความสัมพันธ์คืออะไร

มิ้น: เรื่องทะเลาะ ถ้าเพื่อนรอบตัวถาม โอเคเราเล่าได้ โดยเฉพาะเพื่อนที่สนิทและเรารู้ว่าเขาเข้าใจวิถีชีวิตเรา แต่บางทีสื่อ แฟนคลับ ก็ชอบถามเรื่องนี้ มิ้นรู้ว่าบางคนไม่ได้ถามด้วยเจตนาไม่ดีหรือเจตนาจะเอาไปเป็นดราม่าปั่นกระแสหรอก แต่บางส่วนก็มี คือเรายังอยู่ในสังคมเสพดราม่าอะเนาะ ฟังเรื่องแสบๆ คันๆ มันน่าเล่าต่อ แต่มันจะไม่ได้เล่าถึงจุดจบว่า แล้วเราเคลียร์กันยังไง บางทีมันเหมือนการลากไส้ออกไปให้คนอื่นดู แล้วยิ่งถ้าคนที่ฟังเขาไม่ได้มาจากพื้นที่ที่จะเข้าใจ หรือตั้งใจที่จะเข้าใจเรา

ซิลวี่: มันก็จะมีประเด็นที่ว่า โอ๊ย ผู้หญิงกับผู้หญิงคบกัน เวลาทะเลาะกันมันจะต้องรุนแรง บางคนก็เลยอยากรู้ว่าตอนรักก็รักกันฉิบหาย แล้วเวลาทะเลาะจะเป็นยังไงนะ ซึ่งจริงๆ มันก็เหมือนกับคนอื่นๆ นั่นแหละ 

มิ้น: ในการทะเลาะ เราว่าเราต่างได้เติบโตและเรียนรู้มากๆ เลย เพียงแต่ว่าถ้าเล่ามันออกไปแล้วคนจะจำเราหรือจำเขาจากรูปแบบการทะเลาะนั้น มันไม่แฟร์อะ เพราะเราสองคนให้อภัยกันและกันและตัวเองไปแล้ว แต่คนอื่นที่ฟังเขาอาจจะไม่ได้ให้อภัยเราไปด้วย และกลายเป็นว่านิยามเราสองคนหรือคนใดคนหนึ่งจากการทะเลาะนั้น ก็เลยไม่ค่อยอยากพูดถึงเรื่องนี้เท่าไร

Q: การทำงานในวงการบันเทิงส่งผลกับความสัมพันธ์ไหม อย่างไรบ้าง

ซิลวี่: เราว่า ณ วันนี้มันดี เราเองได้เป็นตัวอย่างให้กับหลายๆ คน ในวันที่เราอยากเผยแพร่และอยากสนับสนุน LGBTQIA+ ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจจะแย่กว่านี้ ใครจะไปรู้ อาจจะมีคนบอกว่า เฮ้ย อย่าเปิดตัว แต่โชคดีที่เราสองคนเป็นคนที่ตามใจ ตามความรู้สึกตัวเอง 

มิ้น: เอาจริงๆ เราไม่ได้คิดด้วยนะว่าใครจะรับได้หรือรับไม่ได้ หรือเขาจะมองเรายังไง แต่เราเคยเจอผู้กำกับแซวว่าดูทอมมากเลยนะ แต่งตัวแบบนี้ ขอให้ดูผู้หญิงกว่านี้หน่อย ให้ไปเปลี่ยนชุด หรือบางทีทำไมเราเล่นแล้วมันดูแมน ซึ่งอันนี้เราไม่รู้นะว่ามันมาจากการที่เขารับรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเราหรือเปล่า เราอาจจะคิดไปเองก็ได้ แต่พอเราบอกว่า “นี่ทอมอีกเหรอคะเนี่ย” (ด้วยเสียงสูง) เขาก็โอเค ไม่ได้มีปัญหาอะไร 

ซิลวี่: เราว่าในไทย ภาพจำของทอม-ดี้ มันมีเยอะ แต่ถ้าเป็นคู่รักหญิงหญิงอาจจะยังน้อยกว่า 

มิ้น: สุดท้ายสำหรับมิ้นแล้วมันไม่ได้เป็นปัญหา เพราะเรารับมือได้ แต่สำหรับคนอื่นที่รับมือไม่ได้ มันเป็นอีกเรื่องนะ เราเข้าใจมากๆ มันยังมีพื้นที่ที่รับมือไม่ได้อีกเยอะในวงการ ยิ่งถ้าเราเจอคนชอบบูลลี่ด้วย 

ซิลวี่: ตอนที่เราเปิดตัวว่าคบกัน มีคนติดต่อมาขอสัมภาษณ์เยอะมาก แต่เราสองคนยังไม่พร้อม เรารู้สึกว่าไม่รู้ออกไปแล้วจะโดนอะไรบ้าง

มิ้น: เรายังอยู่ในช่วงของการหาพื้นที่สื่อสารที่มันแข็งแรงด้วย

ซิลวี่: แล้วเราก็ไม่รู้ว่าสื่อที่เขาอยากเอาเราไปสัมภาษณ์เนี่ย เขาสนใจในแง่ของความสัมพันธ์ของเราจริงๆ หรือต้องการอะไร หรือมองว่าเป็นของแปลกดีอยากจะเข้ามาขุดคุ้ย เลยรอจังหวะก่อน ซึ่งเราว่า ณ วันนี้ที่ประเทศไทยเปิดกว้างเรื่อง LGBT มากขึ้นก็น่าจะเป็นจังหวะที่ดี

มิ้น: จริง ถ้าเราเจอกันเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มันอาจจะเป็นคนละเรื่องเลยก็ได้ อาจจะยากกว่านี้มาก เสียงของทุกคนช่วยเรามากจริงๆ ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ที่เขาไม่ได้ยินแต่เขาก็ต้องได้ยิน 

“พอมันมาถึงตอนนี้ที่เราว่าเรารักใครก็ได้ 

โลกมันหลากหลายมาก แต่จะมีอีกกี่คนล่ะ

ที่เคยสงสัยในตัวเองเหมือนเรา 

แล้ววันที่เราได้โอกาสที่จะ express 

และผลักดันมันไปถึงคนอื่น เราเลยอยากทำ”

-ซิลวี่ ภาวิดา

Q: คุณมองเห็นการเรียกร้องในทุกวันนี้ในแง่ไหนบ้าง

ซิลวี่: เราว่ามันเสียงดังขึ้น ได้รับการมองเห็นมากขึ้น แต่ในแง่กฎหมายมันก็ยังอะเนาะ

มิ้น: เราว่ามันมีสัญญาณที่ดี เพียงแต่ว่าถ้าผ่านช่วงของการ celebrate ไปแล้ว มันจะไม่ได้หายไปกับความสนุกสนาน

ซิลวี่: ใช่ๆ เราว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของความสนุกสนาน มันคือเรื่องของการเรียกร้องสิทธิ 

มิ้น: แต่เราว่ามีเทศกาลแบบนี้มันก็ดีนะ เพราะมันทำให้คนตื่นตัว และพอบางคนเกิดคำถาม เราก็จะได้ตอบ เพราะว่าเนี่ย เราเปิดตัวกันมาตั้งนาน บางทีไปกองถ่ายด้วยกัน แต่บางคนก็ไม่ได้กล้าเข้ามาถาม แล้วก็ไม่ได้มีจังหวะให้เราได้อธิบายอย่างเนิร์ดอะ คือถ้าเราอธิบายอย่างเนิร์ดไป เขาก็อาจจะอะไรของพวกมึงวะ แล้วเดินหนีไป แต่พอเป็นช่วงเวลาอย่าง Pride Month มันก็เป็นจุดเริ่มต้นบทสนทนาได้ดีมากเลย มันเลยได้จังหวะของความเนิร์ดว่ามันคืออย่างงี้ๆๆๆ นะ แล้วคนเขาต่อสู้เพื่ออะไรกันอยู่ ซึ่งมีหลายบทสนทนาที่ทำให้คนอื่นได้รู้ว่า อ๋อ เหรอ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอ มันมีเหตุการณ์ขนาดนี้เลยเหรอ นี่คือเหตุผลที่ต้องออกไปเรียกร้องกันเหรอ อะไรแบบนี้ 

Q: คุณสื่อสารเรื่องของ LGBTQ+ ผ่านเนื้องานของตัวเองอย่างไรบ้าง

ซิลวี่: ของซิลเองน่าจะชัด เพราะเราเป็นศิลปินด้วยมั้ง เราได้เจอทีมที่เขาค่อนข้างเปิดกว้าง อย่างเพลง Queen เราคิดกันตั้งแต่ในสตูฯ เลย ว่าเราอยากเสริมสร้างพลังของ LGBTQIA+ เพราะหลักๆ เลยคือ ตัวซิลเองค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่เด็กๆ ว่าเรามีความรู้สึกให้กับเพศเดียวกัน ณ วันแรก เรารู้สึกเลยว่า Okay, I’m definitely gay และพอมันมาถึงตอนนี้ที่เราว่าเรารักใครก็ได้ โลกมันหลากหลายมาก จะมีสักกี่คนล่ะที่เคยสงสัยในตัวเองเหมือนเรา จะมีสักกี่คนที่เขาไม่กล้า express ความเป็นตัวเอง แล้ววันที่เราได้โอกาสที่จะ express และผลักดันมันไปถึงคนอื่น เราเลยอยากทำ แล้วเราก็สนุกกับมันด้วย เราค่อนข้างแฮปปี้กับการที่เราอยากทำอะไรก็ได้ทำ เราเจอทีมที่ดี เราจะแฮปปี้ทุกครั้งที่ได้รับคอมเมนต์จากคนฟังที่ว่า ฉัน express ตัวเองได้มากขึ้นเพราะเธอเลยนะ เพลงของเธอทำให้ฉันอยากร้องเพลงในห้องน้ำ อยากเป็นควีน อะไรอย่างนี้ 

มิ้น: มิ้นเป็นนักแสดง เลยไม่ค่อยได้ทำอะไรที่ได้พูดถึงความเป็น LGBT ของตัวเอง แต่พอเป็นพื้นที่ส่วนตัวอย่าง IG อะไรอย่างนี้ เราก็แสดงความเป็นตัวเองได้เต็มที่

ซิลวี่: เราเป็นยังไงเราก็แค่แสดงมันออกมา ไม่ต้องพูดอะไรเยอะ นี่คือสิ่งที่มิ้นทำ

มิ้น: เราไม่รู้เหมือนกันว่าในพื้นที่อื่นๆ คนอื่นต้องเจออะไรบ้าง แต่มิ้นเองโชคดี เราเปิดตัวในวันที่เรามีอาชีพเป็นชิ้นเป็นอัน ค่อนข้างมั่นคงแล้ว มีคนที่เชื่อมั่นในงานของเราและจ้างเราอย่างต่อเนื่องไปแล้ว เลยไม่ได้รู้สึกว่าโดนกีดกันหรือผู้ใหญ่เรียกคุย ไม่เคยมีแบบนี้เลย อาจจะมีแค่การแซวเล็กๆ น้อยๆ ที่บางครั้งก็รู้สึกว่าล้ำเส้น ซึ่งถ้ามีจังหวะต้องพูดเราก็พูด แต่ถ้าไม่มีจังหวะเราก็ไม่ถือไม่สาไปก็ได้

ซิลวี่: สำหรับคนที่ไม่พร้อม come out 

คือไม่ต้องกดดัน ทุกคนมีเวลาที่ต่างกัน

มิ้น: ที่สำคัญคือต้องรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเป็น

มันไม่ได้ผิดอะไร และค่อยค้นหาตัวเองไป 

อย่าไปเปลี่ยนตัวเองตามคำตัดสินของคนอื่น 

และต้องไม่คาดหวังว่า เขาจะเข้าใจเราในทันทีทันใด

Q: อยากบอกอะไรกับคนที่ยังต้องต่อสู้กับการ express ตัวเอง หรือความรักความชอบของตัวเอง

ซิลวี่: ยากนะ

มิ้น: ยากจริง เพราะแต่ละเคสก็มีเงื่อนไขต่างกันไป 

ซิลวี่: อย่างพวกเราโชคดีที่ครอบครัวเราไม่ได้จำกัดกรอบด้วยแหละ

มิ้น: มิ้นเองก็อายุ 34 แล้ว เราก็เป็นปัจเจก เป็นผู้ใหญ่คนนึงที่สามารถเลือกเส้นทางชีวิตแบบของตัวเองได้ เลยรู้สึกว่าเราต้องการ approval จากใคร จากพ่อแม่ ถ้าเขายังไม่เข้าใจวันนี้ ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราทำให้เขาเข้าใจเอง แต่ในพื้นที่ของเด็กที่ยังต้อง depend on พ่อแม่หลายๆ ครั้งมันก็อาจจะยากเหมือนกัน ที่ต้องฝืนทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ

ซิลวี่: มันคงยากถ้าเรามีเงื่อนไขให้ต้องคิดกับมันเยอะ แต่ take your time 

มิ้น: ค่อยๆ ให้เวลาตัวเองและคนรอบข้างในการเข้าใจ เพราะมันไม่ได้ง่าย ในการจะเข้าใจสิ่งที่เขาไม่เข้าใจมาก่อน 

ซิลวี่: แล้วก็ มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะสื่อสารให้เขาเข้าใจด้วย อย่างซิล วันแรกๆ ที่แม่รับรู้เขาก็ไม่ได้ปรบมือ ไชโยโห่ฮิ้ว ตอนนั้นเราก็ยังเด็ก แล้วเขาก็ไม่ได้เก็ตว่ามันคืออะไร แต่เขาก็มีพื้นที่ที่เขาได้ develop ความคิดว่าลูกก็ไม่ได้ทำอะไรผิด เราก็สร้างพื้นที่ของเราในการบอกเขาเหมือนกัน เราก็คุยกับแม่มาเป็นเวลายาวนานมาก คือก็ดื้อ แล้วก็ต้องเล่าให้เขาฟัง ให้เขาเข้าใจ เราให้เวลาเขา เขาให้เวลาเรา ต่างคนต่างต้องช่วยกัน

แต่ทีนี้สำหรับคนที่ไม่พร้อม come out คือไม่ต้องกดดัน ทุกคนมีเวลาที่ต่างกัน

มิ้น: ที่สำคัญคือต้องรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเป็นมันไม่ได้ผิดอะไร และค่อย explore ไป อย่าไปเปลี่ยนตัวเองตาม approval ของคนอื่น เพียงแต่ต้องไม่คาดหวังว่าเขาจะเข้าใจเราในทันทีทันใด สิ่งหนึ่งที่ซิลสอนมิ้นคือ ซิลเป็นคนดื้อที่จะต้องสื่อสารมาก ทะเลาะก็ต้องทะเลาะ แต่ต้องสื่อสาร ต้องพูดออกไปว่าฉันรู้สึกอะไร ฉันเป็นอะไร ซึ่งที่ผ่านมามิ้นเป็นคนเลี่ยงการสื่อสาร ถ้าใครดูปิดประตู ไม่อยากฟังเรา มิ้นไม่คุยเลย แล้วแต่ งั้นมิ้นจะใช้ชีวิตของมิ้น มิ้นอยู่ของมิ้นรอด มิ้นไม่สนใจแล้วว่าคุณจะคิดยังไง แต่ในความเป็นจริง ถ้าเป็นความสัมพันธ์วงเล็กที่สุดในชีวิต มันสำคัญมากๆ เลยที่เราจะพาเขาเข้ามาในโลกของเรา ให้เขาได้รู้จัก เขาอาจจะไม่เปิดใจ เขาอาจจะด่า เขาอาจจะโกรธ อาจจะแสดงกิริยาที่เราไม่แฮปปี้ แต่มันเป็น issue ของเขา ไม่ใช่ issue ของเรา เรื่องของเรายังเป็นแบบเดิม คือเราเป็นแบบนี้ ไม่ผิดอะไร

ซิลวี่: และถ้าเขารักเรา ที่สุดแล้วเขาจะเข้าใจ 

มิ้น: แต่ถ้าเขาไม่เข้าใจ

ซิลวี่: ปล่อยให้เขาไปเรียนรู้ 

“มันจะมีคำพูดแบบ ‘เป็นอะไรก็ได้ 

แต่หนูต้องเป็นคนดีของสังคม 

หนูต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นลูกที่ดี 

เป็นฟันเฟืองที่ดีของชาตินี้’

มันแบบ เป็นคนทั่วไปไม่ได้เหรอวะ? 

เป็นมดงานโง่ๆ คนหนึ่งไม่ได้เหรอ 

ใช้ชีวิตโง่ๆ แบบที่เราอยากใช้ไม่ได้เหรอ? 

คำพูดเหล่านั้นมันหมายถึงว่าเราเกิดมาไม่ปกติอะ” 

-มิ้น มิณฑิตา

Q: อยากเห็นภาพแบบไหน ที่จะทำให้รู้สึกว่าเมืองไทยเป็น LGBTQ Friendly จริงๆ

มิ้น: เรารู้สึกนะว่าหลายคนก็เห็นเราเป็นเพื่อนนะ แต่เป็นเพื่อนที่ต่ำต้อยกว่านิดหน่อย เป็นเพื่อนที่ฉันบูลลี่ได้ 

ซิลวี่: อ๋อเข้าใจละ 

มิ้น: เล่นบทนำไม่ได้อะ ในวงการมิ้นนะ บทนำยังไม่ใช่พื้นที่ของ LGBT ถ้าพูดถึงในวงการละคร มันคืออีกโลกหนึ่งอะ กลุ่มเป้าหมาย การตลาด อะไรมันถูกนำมาเกี่ยวด้วยหมด แต่เราว่าโลกมันก็ค่อยๆ เปลี่ยนนะ 

ซิลวี่: ซิลอยู่กับพวกศิลปิน แฟชั่น มั้ง เลยไม่ค่อยเจอคนที่มองว่า LGBT เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เลยรู้สึกว่าทุกคนภาคภูมิใจกับตัวเองมาก แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายสังคมมากที่ไม่เข้าใจ 

มิ้น: มิ้นรู้สึกว่าในระดับแมสของประเทศเราอะ ขณะที่เราบอกว่า “เวลคัมกะเทยยยย” แต่คนในระดับแมสของประเทศก็ยังไม่ได้ให้เกียรติเราเท่าเทียมกับเพศอื่นขนาดนั้น ถ้ามันเท่ากันจริง กฎหมายมันต้องผ่านแล้วนะ แต่มันยังมีกลุ่มคนที่มองว่า “ยูจะเอาไร ถ้าอยากได้เท่าเทียม ก็เป็นชายหญิงสิ” ยังมีคนที่ไม่เข้าใจและไม่เปิดใจเยอะเหมือนักน

ตราบใดที่คำพูดนี้มันยังอยู่คือ “เป็นอะไรก็ได้ แต่หนูต้องเป็นคนดีของสังคม หนูต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นลูกที่ดี เป็นฟันเฟืองที่ดีของชาตินี้” มันแบบ เป็นคนทั่วไปไม่ได้เหรอวะ? เป็นมดงานโง่ๆ คนหนึ่งไม่ได้เหรอ ใช้ชีวิตโง่ๆ แบบที่เราอยากใช้ไม่ได้เหรอ? คำพูดเหล่านั้นมันหมายถึงว่าเราเกิดมาไม่ปกติอะ เราเลยต้องพิสูจน์ตัวเองสิ เราว่าถ้าเปลี่ยนมายด์เซตนี้โดยรวมได้ มันจะเฟรนด์ลี่จริงๆ เฟรนด์ลี่กับความรู้สึกของคนที่เป็น LGBT จริงๆ

Author

MIRROR TEAM

กองบรรณาธิการ

MIRROR'sGuide