LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

นุ่น ณัฐนันท์: เปลือยประท้วงครั้งเดียว เห็นปัญหาการกดทับผู้หญิงเป็นร้อย

จาก ป้าเป้า (วรวรรณ แซ่อั้ง) ผู้เปลื้องผ้าต่อหน้าตำรวจควบคุมฝูงชนใน #ม็อบ28กันยา เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยโดยไร้อาวุธ สู่ ‘นุ่น-ณัฐนันท์ พลอยประดับ’ หญิงวัย 27 ปี ที่เปลือยกายชูสามนิ้วกลางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยใน #ม็อบ9ตุลา วันนั้น บนร่างกายของนุ่นมีข้อความว่า “We have only our body”

นุ่นบอกกับเราว่า การเปลือยประท้วงไม่ใช่เรื่องใหม่ในประชาคมโลก แต่ใหม่สำหรับไทย เพราะประเทศเราติดกรอบศีลธรรม ผู้หญิงถูกทำเป็นสิ่งของ ต้องเรียบร้อย พูดน้อย และปกปิดร่างกายให้ได้มากที่สุด หรือถ้าอยากต่อสู้เรียกร้องอะไร การสื่อสารเฉพาะประเด็นแมสๆ ที่สังคมเห็นว่าควร ย่อมจะดีกว่า

“คนถามเยอะมากว่าการสู้เรื่องปิตาธิปไตย เรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศมันจำเป็นเหรอ ทำไมไม่เอานายกฯ ออกก่อน แก้รัฐธรรมนูญก่อนค่อยพูด แต่เราคิดว่าทุกคนสามารถแทรกเรื่องอื่นระหว่างพูดถึงการเมืองกระแสหลักได้ เพราะถ้าสังคมไม่รู้จักความเท่าเทียมของมนุษย์ ถึงจะได้ตามข้อเรียกร้องหลักแล้ว คนก็จะยังไม่เข้าใจประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องเท่ากันอยู่ดี”

“เหมือนกับการเปลือยกายประท้วง ที่หลายคนถามว่า มีวิธีอื่นตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่ทำ งั้นขอถามกลับ แล้วทำไมต้องไม่ทำ? ทั้งๆ ที่นี่คือร่างกายของเรา”

การเปลือยกายประท้วงหนึ่งครั้งของนุ่น ฉายภาพปัญหาใหญ่ให้เธอเห็นว่า แม้แต่คนในขบวนการประชาธิปไตยเองก็ไม่เคารพสิทธิร่างกาย คุกคามทางเพศ และวิจารณ์ร่างกายของเธอ เราจึงชวนนุ่นมาคุยถึงเหตุการณ์หลังเปลือย และส่องนิยามประชาธิปไตยที่หมุนรอบความเท่าเทียมทางเพศให้ทำความเข้าใจกันมากขึ้นอีกสักหน่อย

Q

ตอนนี้คุณทำอะไรอยู่ แนะนำตัวหน่อย

A

นุ่นนะคะ เป็นศิลปินวาดงานดิจิทัลเพนต์เกี่ยวกับประเด็นสังคม การเมือง ในเพจ 13th Sheep วางขายใน NFT เป็นหลัก และมีอีกอาชีพคือ Adult content creator ถ่ายภาพนู้ดลงแพลตฟอร์ม Patreon (รูปแบบเดียวกับ OnlyFans)


Q

ในฐานะที่คุณทำงานศิลปะ คิดว่าการเปลือยกายคือศิลปะรูปแบบหนึ่งไหม

A

การเปลือยกายสามารถมีความหมายได้หลายแบบ จะเป็นเรื่องทางเพศ หรือเป็นงานศิลปะก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริบท ณ ขณะนั้น แต่การที่เราเปลือยกายประท้วงครั้งนั้น ถ้าจะบอกว่าคือศิลปะ มันก็ไม่ใช่ เพราะเราไปยืนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยโดยใช้ร่างกายของเรา ตัวเราไม่ใช่งานศิลปะที่เซตขึ้นมา แต่เป็นแอ็กชันนึงที่ตั้งใจบอกผู้มีอำนาจว่า เรามีแค่ตัว และอุดมการณ์เท่านั้น ซึ่งการเปลือยประท้วงก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรขนาดนั้นด้วย


Q

คุณสนใจ และติดตามประเด็นการขับเคลื่อนของผู้หญิงอยู่แล้ว?

A

เราพูดเรื่องนี้มานาน ตั้งแต่เรียนมัธยมฯ สมัยที่มีเพจเล่นมุก Sexual harassment ผู้หญิง และเหยียด LGBTQ+ เยอะมาก ถามว่าตอนนั้นเข้าใจอะไรไหม ก็ไม่เข้าใจหรอก แค่ฟังแล้วรู้สึกไม่ดี ไม่โอเค ไม่ตลก และคนควรรู้ว่าไม่ควรตัดสินอะไรใคร และควรเคารพซึ่งกันและกัน เลยสนใจเรื่องพวกนี้มาเรื่อยๆ พอเข้ามหาวิทยาลัย เราซิ่วจากคณะสายวิทย์ มาเรียนคณะที่เกี่ยวกับปรัชญา และมนุษยศาสตร์ ทำให้มีอารมณ์ร่วมกับคนอื่นเยอะ จะคุณป้าร้านข้าว ลุงภารโรง หรือใครก็ตามที่ถูกลิดรอนสิทธิ์ เราอินหมด

สิทธิสตรีเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่เราสนใจ อยู่มหาลัยก็เลยโนบราไปเรียน ซึ่งพบว่าเรื่องหัวนม เป็นปัญหาใหญ่ของความไม่เท่าเทียม ผู้หญิงถูกวางเป็นวัตถุ ถูกใช้เป็นสมบัติที่มีเจ้าของ ถูกจดจ้อง และถูกวางตำแหน่งอยู่ตลอดเวลา ปัญหาการโทษเหยื่อเลยตามมา โทษผู้หญิงว่าไม่ระวังตัว แต่งตัวแบบนี้ไปยั่วคนอื่น คือมันมีการพูดทำนองนี้มานานมาก แต่เหตุการณ์พวกนี้ยังมีอยู่ซ้ำๆ

ในต่างประเทศ จึงมีผู้หญิงลุกขึ้นมาเปลือยกายประท้วง 40-50 ปี แล้ว เราเลยกล้าพูดได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องใหม่ พวกเธอไม่ได้ต่อสู้แค่กับอำนาจต่างๆ อย่างเดียว แต่ยังสะท้อนถึงสิ่งที่ถูกกดทับมานานในระบอบปิตาธิปไตย นอกจากการเปลือยการประท้วงแล้ว ศิลปินบางคนยังใช้ศิลปะมารวมกับการเปลือยประท้วงก็มี อย่างงานชิ้นหนึ่งที่เขาเปลือยกายแล้วมีอุปกรณ์ต่างๆ วางไว้ ให้คนอื่นทำอะไรกับเขาก็ได้ ซึ่งมีทั้งคนมากอด ถ่ายรูป เขียนตัวเขาด้วยปากกา ไปจนถึงเอาคัตเตอร์มากรีด เขาใช้ร่างเปลือยเพื่อแสดงให้เห็นถึงมายด์เซตคนในสังคม

แต่ในไทย การที่ผู้หญิงออกมาแก้ผ้าประท้วงไม่ได้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ไม่มีวันเป็น Mass protest ได้เลย เพราะสังคมเราชินกับขนบที่ว่าผู้หญิงต้องปกปิดร่างกายไว้เป็นของสงวน และคนไทยขาดการแยกแยะระหว่างแก้ผ้าอนาจาร กับแก้ผ้าประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิ


Q

ป้าเป้าที่เปลือยประท้วงไปก่อนหน้า ถูกแจ้งข้อหาผิดมาตรา 388 ผู้ใดกระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล โดยเปลือยหรือเปิดเผยร่างกาย หรือกระทำการลามกอย่างอื่น ทำไมคุณถึงยังเลือกวิธีนี้ในการประท้วง

A

แล้วทำไมต้องไม่ทำวิธีนี้ล่ะ (หัวเราะ) มันก็มีทางเลือกหลากหลายที่ประชาชนจะทำได้ ซึ่งเราทำมาหลายอย่างแล้ว ทั้งเคาะหม้อ เคาะไห ไปยืนตะโกน ไปเพนต์งานศิลปะกับหมู่บ้านทะลุฟ้า ในช่องทางออนไลน์เราก็แสดงความเห็น ส่งต่อบทความ วาดงานการเมือง สำหรับเราทั้งหมดคือวิธีที่เราทำได้ในฐานะประชาชน เช่นเดียวกับการถอดเสื้อผ้าประท้วง ที่เราใช้สิ่งนี้เพื่อสื่อสาร นี่คือเหตุผลว่าทำไมเฟซบุ๊กถึงไม่แบนรูปเรา เพราะมันไม่ใช่รูปอนาจารไงคะ

เราพยายามส่งต่อความตื่นรู้ให้คนรู้สึกว่า เพราะบ้านเมืองมันไม่ปกติไง ฉันเลยมาแก้ผ้าแบบนี้ สถานการณ์มันมีการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน มีการปราบม็อบด้วยการใช้อาวุธ โดยไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัย ซึ่งหลายครั้งกระทบไปถึงคนอื่นๆ ที่ไม่ได้มาม็อบ เช่น พ่อค้าแม่ค้าที่ได้รับลูกหลง

ข้อความที่เพนต์บนตัวเราวันนั้นเลยเป็นประโยค We have only our body ประชาชนมีแค่ร่างกายคำพูด ความคิด อุดมการณ์ ซึ่งวิธีเปลือยกายนี้เราเลือกทำให้สอดคล้องเกี่ยวกับประเด็นที่ม็อบกำลังพูดอยู่ในวันนั้น นั่นคือปิตาธิปไตย สิทธิสตรี และสิทธิของ LGBTQ+ เพราะเรายืนยันว่า ปัญหาสังคมที่ไม่ได้อยู่ในการประท้วงกระแสหลัก ควรถูกพูดถึงในวงกว้าง เพื่อให้คนทำความเข้าใจ ได้คิด วิเคราะห์ แต่พอเป็นการสื่อสารด้วยร่างกายผู้หญิง มันกลายเป็นปัญหา คนแห่มาโฟกัสเรื่องเพศ ด่าทอ ล่วงละเมิด บูลลี่ ตั้งคำถามถึงพ่อแม่ คิดแทนไปจนถึงว่าถ้าเรามีลูก ลูกต้องอับอายแน่นอน

ความตั้งใจของเราถูกเบี่ยงเบียน ทุกคนไปโฟกัสอย่างอื่น ไม่มีใครมาถามว่าเราทำไปเพราะอะไร เพื่ออะไร สังคมไม่เปิดโอกาสให้คนตั้งคำถาม หรือวิเคราะห์กับมัน เวลาใครทำอะไรผิดแปลกไปจากคนอื่น ก็มักจะต่อต้านกันไว้ก่อน ซึ่งทุกคนควรรู้ได้แล้วว่าการแก้ผ้าประท้วงมันไม่ใช่เรื่องอนาจาร กฎหมายก็ควรยกเว้น เพราะการประท้วงมันเกิดในม็อบ พื้นที่ที่คนตั้งใจมาเรียกร้องประชาธิปไตย และการพูดถึงปัญหาจากระบอบชายเป็นใหญ่ก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย ไม่ได้ไปถอดหน้าบ้านใคร 


Q

คุณมองเห็นปัญหาอะไรได้ชัดขึ้นบ้างจากการเปลือยกายครั้งนั้น

A

เยอะ (หัวเราะ) อย่างแรกคือเราไม่มีความรู้สึกแย่กับตัวเอง หรือรู้สึกอับอายเลยนะ แต่รู้สึกสะเทือนใจที่เราทำใจไว้ก่อนแล้วว่ายังไงก็โดนด่า โดนกระแสลบๆ ล่วงละเมิด วิจารณ์รูปร่าง ซึ่งมันไม่โอเคปะ ที่เราต้องรู้สึกว่ายังไงก็โดน ทั้งๆ ที่นี่มันเป็นสิทธิ์ในร่างกายของเรา เจ้าของชีวิตก็เป็นเรา

คอมเมนต์ที่ไร้สาระที่สุดคือมีคนถามว่า พ่อแม่จะรู้สึกยังไง พ่อแม่ไม่สั่งสอนเหรอ เรางงว่าทำไมการเปลือยประท้วงต้องรอความคิดเห็นจากพ่อแม่ เราอายุ 27 ปี บรรลุนิติภาวะ สามารถเลือกเส้นทางในชีวิตได้แล้ว สมมติพ่อแม่จะห้ามจริงๆ เราต้องทำตามเหรอ เราจะเปลี่ยนอุดมการณ์เพราะความเห็นของเขาจริงๆ เหรอ ทำไมคุณไม่คิดกันบ้างล่ะ ว่าคนที่เขามาว่าพ่อแม่เราต่างหากที่ผิด ปัญหาอยู่ที่คนวิจารณ์ ไม่ใช่เรา ซึ่งในความเป็นจริงที่บ้านก็รับรู้ตั้งแต่ที่เราถ่ายนู้ดเป็นอาชีพแล้ว

ต่อมาคือการขาดความเคารพซึ่งกันและกัน มีคนบอกเราว่า ถ้าเห็นข้างนอกแล้วแข็งแน่เลย มีอารมณ์ก็ช่วยไม่ได้นะ แล้วก็มีคนมาบอกอีกว่าถอดขนาดนี้ก็ถอดให้หมดเลยสิ ไปชวนสาวๆ ในม็อบถอดด้วย เฮ้ย คุณต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองหน่อยไหม ถ้าจะคิดแย่ๆ แบบนี้ก็คิดแค่ในใจ ไม่ต้องพูดแบบนี้ก็ได้ คือเราอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าไม่มีใครไปบังคับความคิดใครได้ก็จริง แต่เราสามารถบังคับตัวเองให้ไม่แสดงออกอะไรที่ไปทำร้ายคนอื่นได้นะ

มากไปกว่านั้นคือมีคนพยายามจะเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวเราเยอะมาก หลังจากลงรูปไปวันแรก วันถัดมามีคนรีเควสขอเป็นเพื่อนในอินสตาแกรมประมาณสองพันกว่าคน ทั้งๆ ที่เราล็อกแอกเคาต์ไว้ หรือทวิตเตอร์ที่ปิดกล่องข้อความไว้ ก็มีคนใช้วิธีเมนชั่นมาหาแทนว่าให้เปิดดีเอ็มหน่อย เฟซบุ๊กก็มีคนแอดเพื่อนมาหลายพัน และมีส่งข้อความมาว่า ถ้าเจอในม็อบขอถ่ายรูปหน่อย อยากรู้จักจัง คือคุณผิดพอยต์กันมาก จำได้เลยว่ามีแต่ผู้ชายส่งข้อความแบบนี้มา แล้วก็มีน้องผู้หญิงส่งมาว่าให้ระวังตัวด้วยนะพี่ เป็นห่วง

อีกอย่างคือเราเซอร์ไพรส์เหมือนกันที่คนรอบตัวเราไม่มีใครเหยียดรูปร่างเราเลยสักคน แต่คนแปลกหน้ากลับกล้าพ่นคำหยาบคาย คำเหยียดใส่เราแบบเต็มที่ บอกว่าเรานมเล็ก หัวนมดำ แขนยาว (หัวเราะ) เราก็เพิ่งมาสังเกตว่าเออแขนเรายาวว่ะ แต่ฟีดแบ็กที่ดีๆ ก็มีเหมือนกันค่ะ เขาเข้าใจสิ่งที่เราจะสื่อ และพยายามไปคอมเมนต์สร้างความเข้าใจกับคนที่พูดไม่ดีกับเราว่า เรื่องที่คุณด่ากัน มันไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังทำ การกระทำของคุณมันเป็นแค่การลดทอนสิ่งที่เรากำลังจะสื่อสาร ซึ่งรู้สึกดีเหมือนกันที่ครึ่งหนึ่งของคอมเมนต์ซัพพอร์ตเรา

ส่วนอีกครึ่งที่คอมเมนต์แย่ๆ เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ คนพวกนั้นมักหงายการ์ด อ้าว ก็ถอดเองหนิ ลงเองหนิ รับให้ได้สิ แค่ล้อเล่นเอง ผู้ชายก็รู้สึกแบบนี้ได้ ทำให้สิ่งที่เขาด่าๆ กลายเป็นเรื่องปกติ และถ้ามีคนผิด เหยื่อก็ต้องผิดไปด้วย ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะการศึกษา การตื่นรู้ และสังคมพยายามเลี่ยงพูดเรื่องสิทธิของผู้หญิงมาโดยตลอด


Q

คนที่กล่าวว่าตัวเองรักประชาธิปไตย ไม่เห็นด้วยกับการประท้วงของคุณเยอะ คุณคิดว่าเป็นเพราะว่านิยามประชาธิปไตยของเขาต่างออกไปหรือเปล่า

A

เขาคิดว่าการขับเคลื่อนของผู้หญิงควรเอาไว้ก่อน เขาคิดว่าทำสามข้อเรียกร้องให้ได้ก่อนสิ อย่างอื่นค่อยตามมา สมรสเท่าเทียมของ LGBTQ+ ไม่ได้สำคัญเท่า ควรใส่ใจประชาธิปไตยก่อน มายด์เซตของหลายคนเข้าใจประชาธิปไตยแบบที่ไม่มีสิทธิผู้หญิง และความหลากหลายทางเพศรวมอยู่ด้วย

และสำหรับการเปลือยประท้วง เรารู้เลยว่าผู้คนติดกับดักประเพณีวัฒนธรรม มองเรื่องการเปลือยประท้วงเป็นเรื่องอนาจาร และพอตั้งระบบความคิดไว้แล้วว่า นี่คือความผิดแปลก ผู้หญิงแบบนี้ไม่ได้เป็นไปตามกรอบที่สังคมคาดหวัง เขาก็จะบอกว่าวิธีที่เราทำคือการลดทอนเสียงของผู้ชุมนุม ทำให้คนไปโฟกัสเรื่องเพศ วิจารณ์รูปร่าง คุกคามทางเพศแทน แต่คำถามคือ ที่ว่ามาทั้งหมด ก็เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไม่ใช่เหรอ เพราะถ้าไม่แก้ มันก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ทุกคนเท่ากัน และยังมีการจัดลำดับชั้นว่าเพศไหนมีอภิสิทธิ์มากกว่าเพศไหนอยู่ดี



Author

PATCHSITA PAIBULSIRI

Content Creator

Related Stories

จาก Jacquemus สู่เสื้อแหวกอกของโอลีฟ สิ่งที่เห็นไม่ใช่แค่นม แต่คือตำรวจศีลธรรมแบบไทยๆ

culture

จาก Jacquemus สู่เสื้อแหวกอกของโอลีฟ สิ่งที่เห็นไม่ใช่แค่นม แต่คือตำรวจศีลธรรมแบบไทยๆ

MIRROR'sGuide