LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

วิธีรับมือกับความรู้สึก “ฉันน่าเกลียดจัง” เพราะแม้เราจะรู้เรื่อง Beauty Standard แต่ใช่ว่าทุกคนจะก้าวข้ามได้ง่ายๆ

ความไม่พอใจในรูปลักษณ์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แม้เราจะถูกแวดล้อมด้วยบทสนทนาเรื่องมาตรฐานความงามในสังคม แต่ก็คงต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนจะก้าวข้ามกำแพงนี้ได้ง่ายๆ

หากคุณเป็นคนที่มั่นใจกับรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเองอยู่แล้ว เรายินดีด้วยอย่างยิ่ง แต่ถ้าคุณยังติดอยู่กับความรู้สึกที่ว่า “ฉันน่าเกลียดจัง” หรือ “ทำไมฉันไม่สวยไม่หล่อเอาเสียเลย” ยิ่งกว่านั้นบางคนรู้สึกตอกย้ำตัวเองอยู่ทุกครั้งที่ส่องกระจกหรือดูรูปที่ถ่ายออกมาว่าเราน่าเกลียด ขี้เหร่ ก็ยิ่งไม่ต่างกับการสุมไฟเข้าไปเผาความมั่นใจ เผา self-esteem ตัวเองไปเรื่อยๆ เพราะนำสิ่งนี้ไปยึดโยงกับคุณค่าในตัวเอง จนสุขภาพจิตย่ำแย่ลงไปทุกวัน

เราจึงอยากชวนคุณลองมาทำความเข้าใจและจัดการกับแง่คิดลบๆ นี้กันดูอีกสักครั้ง ผ่าน 7 วิธีคิดที่เรากำลังจะพูดถึงในแบบที่ไม่ต้องมองโลกในแง่ดีจนเกินไปหรือคอยให้กำลังใจตัวเองแบบฝืนๆ จนกลายเป็นพังในตอนท้าย

1.ตระหนักรู้ถึงภาระที่เกิดจากความคาดหวังของสังคม

มาตรฐานความงามถูกตั้งค่าโดยสื่อและอุตสาหกรรมความงามที่เกี่ยวกับรูปลักษณ์ในทุกแง่มุม ทั้งหน้า ผม เสื้อผ้า ไปจนถึงฟิลเตอร์หรือการโฟโต้ช็อป ส่งผลให้สิ่งที่เราเห็นส่วนใหญ่ในสื่อ โฆษณา โซเชียลมีเดีย หรืออินฟลูเอนเซอร์ กำลังตั้งค่าความงามของรูปลักษณ์ให้กับคุณ และถึงแม้ความงามในสื่อเหล่านั้นจะห่างไกลความจริง แต่มันก็ยังยากจะแยกออกจากความเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ จนคุณเผลอนำสิ่งนั้นมาตีความเองว่า คนเหล่านั้นคนสวยแบบนั้นมาตั้งแต่เกิด หรือสวยแบบนั้นจริงๆ ในทุกๆ วัน และทุกๆ การกระทำ

มันง่ายมากที่คุณจะเผลอนำสิ่งเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกับคุณโดยรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง เพราะสื่อและสังคมมักนำเสนอความสวยงาม สมบูรณ์แบบเหล่านี้ให้กับทุกคนตลอดเวลา โดยเฉพาะกับผู้หญิง เพื่อคุณจะได้เป็นคนน่าสนใจ มีเสน่ห์ดึงดูด และได้รับการยอมรับในสังคม และก็เป็นเพราะสังคมอีกนั่นแหละที่ทำให้เกิดเป็นเงื่อนไขว่าควรตัดสินคุณค่าของใครสักคนผ่านรูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขา นี่จึงเป็นเหมือนเหตุผลที่อธิบายได้ว่าทำไมคนทั่วโลกถึงลงทุนมากมายไปกับผลิตภัณฑ์ เสื้อผ้า หรือบริการที่มีผลต่อแนวคิดเรื่องความงามของพวกเขา

หลายครั้งที่เวลาเราเห็นอินฟลูฯ หรือเซเลบริตี้สวยๆ หลายคนออกมาบอกว่ารู้สึกว่าตัวเองน่าเกลียด และอยากปรับนู่นเปลี่ยนนี่ในร่างกายของเขา อาจสร้างความขุ่นเคืองเล็กๆ ในใจเราว่าหล่อนจะเปลี่ยนอะไรอีกยะ  ฉันยังไม่เห็นว่าจุดไหนของหล่อนน่าเกลียดเลย แต่นี่เป็นเหมือนข้อพิสูจน์บางอย่างที่สำคัญในสังคมว่า ไม่ว่ารูปลักษณ์คุณในตอนนี้จะงดงามดึงดูดแค่ไหน หรือ Beauty Standard ไหนที่คุณอยู่ ความกดดันเพื่อให้คุณกลายเป็นตัวคุณที่ต้อง ‘ดีกว่านี้’ ‘สวยกว่านี้’ จะยังคงอยู่ตลอดไปเพราะจะมีใครสักคนที่คอยหาจุดบกพร่องในรูปลักษณ์ของคุณอยู่เสมอ ทั้งที่จริงๆ แล้วนั่นเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่ตัวเรา

สิ่งเหล่านี้กลายเป็นภาระที่คุณอาจจะไม่รู้ตัวคือ คุณกำลังเสิร์ฟความสวยงามดึงดูดนี้ให้กับผู้คนในสังคมเพื่อให้ได้รับการยอมรับ โดยลืมคิดไปว่าร่างกายนี้ รูปลักษณ์นี้เป็นของคุณ และคุณไม่ต้องขออนุญาตหรือมีหน้าที่ทำให้ใครพึงพอใจเลย

2.พิจารณาว่าทำไม ‘ความสวย’ ถึงสำคัญสำหรับคุณ

ในสังคมที่ผู้คนมีแนวโน้มที่จะให้คุณค่ากับสิ่งที่มองเห็นมากกว่าเรื่องอื่นๆ คุณก็อาจจะเริ่มพาลแล้วว่ามีจุดบกพร่องบางอย่างหรือเปล่าที่ฉุดรั้งเราไว้ และเมื่อคุณเริ่มรู้สึกโดดเดี่ยว หรือพบว่าตัวเองไม่ฟิต อิน กับผู้คนหรือสังคมไหนเลย คุณก็มีแนวโน้มที่อาจจะเริ่มหันมาโทษรูปลักษณ์ของตัวเองได้มากขึ้น เช่น

- ใบหน้าของฉันน่าจะส่งผลต่อการยอมรับของเพื่อนๆ ในโรงเรียนหรือที่ทำงาน

- รูปร่างฉันคงทำให้คนปฏิบัติต่อฉันในแบบที่ต่างออกไป

- รูปลักษณ์ของฉันคงดึงดูดไม่พอที่จะทำให้เจอความสัมพันธ์โรแมนติก หรือไม่น่าสนใจแล้วสำหรับคนรักในตอนนี้

น่าเศร้าที่ในความเป็นจริงก็มีคนบางคนที่ยังด่วนตัดสินคนอื่นจากรูปลักษณ์ก่อนที่จะได้รู้จักกันจริงๆ และความเจ็บปวดที่เกิดจากการถูกปฏิเสธหรือเพิกเฉยก็สามารถส่งผลเสียระยะยาว จนอาจทิ้งบาดแผลให้คุณสงสัยในคุณค่าของตัวเองไปอีกสักพัก และจะยิ่งนานขึ้นเมื่อการถูกปฏิเสธนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บาดแผลในใจที่เกิดจากการมองตัวเองว่าขี้เหร่หรือน่าเกลียด อาจนำไปสู่การแสวงหาความงามเพียงเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคม ซึ่งการแสวงหาการยอมรับและอยากมีเสน่ห์ดึงดูดก็เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่จงตระหนักว่า ในขณะที่รูปลักษณ์ภายนอกกำลังเล่นบทเพิ่มเสน่ห์อยู่นั้น สิ่งอื่นๆ ก็ทำหน้าที่สำคัญของเกมการดึงดูดนี้อยู่เช่นกัน รูปลักษณ์สวยงามเป็นเพียงหนึ่งส่วนในเกมนี้เท่านั้น ยังมีอีกหลายส่วนที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์อันดึงดูดให้กับคุณได้เช่นกัน

อย่าใจร้ายกับตัวเองมากเกินไป เพราะไม่ใช่ทุกคนที่คุณพบจะตัดสินคุณเพียงเพราะไม่ตรงตามมาตรฐานความงาม ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ไม่คิดว่าคุณขี้เหร่เลยแม้แต่น้อย และยังมีอีกหลายคนเช่นกันที่ให้ความสำคัญกับพาร์ตอื่นๆ ของคุณ มากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก

3.The Spotlight Effect สังคมไม่ได้สนใจเราขนาดนั้น

The Spotlight Effect คืออาการหรือภาวะที่คิดว่าตัวเองกำลังเป็นจุดสนใจเกินความเป็นจริง ซึ่งภาวะนี้ทำให้เราเชื่อว่าคนอื่นต้องสังเกตเห็นร่างกายที่ไม่สมบูรณ์แบบ เรื่องน่าอาย หรือการทำอะไรขายหน้าในที่สาธารณะมากเกินความเป็นจริง และสิ่งนี้น่าจะสร้างความอับอายให้เราเป็นอย่างมากแน่ๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วเราอาจจะไม่ต้องเขินอายเลยก็ได้ เพราะในสังคมหมู่มากไม่ได้มีใครสนใจเรามากขนาดนั้น

ประสบการณ์ส่วนตัวและการรับรู้ของคุณจะกำหนดชีวิตประจำวันของคุณ คุณจะรู้สึกว่าฉันนี่แหละคือตัวเอกของหนังชีวิตจริงเรื่องนี้ คุณจึงมีแนวโน้มที่จะโฟกัสกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวคุณมากเป็นพิเศษ มันโอเค แต่อยากชวนฉุกคิดสักนิดว่า ทุกคนทั่วโลกก็มีแนวโน้มที่จะทำแบบคุณอยู่เหมือนกัน คือให้ความสำคัญกับตัวเองเป็นหลักนั่นเอง

การรับรู้ว่าเราตกอยู่ในสปอตไลต์อาจส่งผลให้ความรู้สึกว่าเราน่าเกลียดเด่นชัดขึ้นได้ และมันอาจส่งผลให้คุณขาดความมั่นใจในตัวเอง คิดว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่นๆ หรือรู้สึกหดหู่และเปราะบางจากบางวันที่คุณผมเสีย เหงื่อเยอะ หรือใส่ชุดที่ไม่สวยหรูอะไร ทั้งที่ในความเป็นจริง คุณอาจจะแค่นอยด์เกินไปเฉยๆ

เมื่อคุณเข้าใจอาการหรือภาวะนี้แล้ว มันช่วยให้คุณอุ่นใจได้มากขึ้นว่า บางครั้งคนส่วนใหญ่ที่คุณพบเจออาจจะไม่ได้ใส่ใจหรือสนใจคุณมากขนาดนั้น พวกเขาน่าจะโฟกัสอยู่กับตัวเองมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอกของคุณ และคุณอาจจะกำลังนอยด์กับรูปลักษณ์ของตัวเองมากเกินไปอยู่ก็ได้

4.ลองมองร่างกายแบบ Body Neutrality


Self-love ช่วยให้เกิดผลดีและประโยชน์มากมาย แต่ในขณะเดียวกัน การจะมีมันก็อาจจะไม่ง่ายนักสำหรับบางคน

Body Positivity อาจจะสามารถอธิบายกว้างๆ ได้ว่ามันคือคอนเซปต์ที่บอกเราว่าทุกคนสวยในแบบตัวเอง เรียนรู้ที่จะรักรูปลักษณ์ ร่างกายของตัวเอง แต่มันก็อาจจะกลายเป็นเรื่องยากหรือฝืนใจเกินไปสำหรับบางคนที่กำลังรู้สึกว่าฉันมันน่าเกลียด ทั้งภายนอกและภายใน

การยึดติดกับความเชื่อเรื่อง Body Positivity เกินไปอาจทำให้บางคนรู้สึกแย่และห่างเหินจากการมี self-love ไปเรื่อยๆ ได้ถ้าคุณแค่พูดกรอกหูตัวเองไปวันๆ แต่ไม่ได้เชื่อมั่นแบบนั้นอยู่จริงๆ ซึ่งนี่อาจส่งผลเสียต่อคุณได้

Body Neutrality จึงเป็นแนวคิดที่เสนอ mindset ที่ดูเรียลมากขึ้นและน่าจะเป็นประโยชน์มากขึ้นด้วย แนวคิดนี้จะบอกคุณว่า คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงร่างกายหรือด้านใดๆ ของรูปลักษณ์ของคุณได้ตลอดไป เช่น รูปตา เซลลูไลท์ รอยแตกลาย หัวเถิก สิว หรือโรคผิวหนัง ซึ่งคุณอาจตีความสิ่งเหล้านั้นว่าเป็นรอยแต้มหรือจุดด่างพร้อยของคุณก็ได้ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้กีดกันคุณจากการใช้ร่างกายนั้นเคลื่อนไหว ทำงาน เล่น หรือใช้ชีวิตเลย

Body Neutrality ช่วยให้คุณเรียนรู้ที่จะชื่นชมสิ่งที่ร่างกายทำได้ ไม่ใช่ว่ามันดูเป็นอย่างไร แนวคิดนี้จึงช่วยเน้นย้ำว่า คุณไม่จำเป็นต้องรักร่างกายหรือลักษณะทางกายภาพของคุณเพื่อที่จะเติมเต็มคุณค่า ความสุข หรือความสนุกสนานในชีวิตคุณก็ได้นะ และคุณก็สามารถยอมรับความแตกต่างเหล่านั้นในแบบที่มันเป็น แล้วก็ move on

5.พิจารณาการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง

เมื่อคุณไม่ชอบบางพาร์ตในร่างกายหรือรูปลักษณ์ของคุณ คุณอาจเริ่มอยากเปลี่ยนแปลงบางอย่าง อย่างการอัปเดตเสื้อผ้าใหม่ๆ เปลี่ยนทรงผม แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี

ไม่มีอะไรผิดเลยหากคุณอยากลองปรับลุคใหม่ และอินเทอร์เน็ตก็ทำให้ทุกอย่างมันง่ายขึ้นโดยที่คุณไม่จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจอะไรมากมายเรื่องแฟชั่นหรือสกินแคร์เลยก็ได้ การเปลี่ยนแปลงสิ่งธรรมดาๆ บางอย่างที่สะท้อนความเป็นธรรมชาติของตัวคุณ สามารถซัพพอร์ตแนวคิด Body Neutrality ได้ และในขณะเดียวกันก็ยังช่วยบูสต์ความมั่นใจในตัวเองให้กับคุณ และช่วยให้คุณพิจารณาตัวเองในมุมมองที่ต่างออกไปได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น

-เลือกเสื้อผ้าที่รู้สึกดีกับร่างกายเมื่อมันอยู่บนตัวของคุณ

-หาทรงผมที่เหมาะกับโครงหน้าและลักษณะเส้นผมของคุณ

-ทดลองใช้สกินแคร์หรือผลิตภัณฑ์ความงามต่างๆ เพื่อให้เจอตัวที่เหมาะกับประเภทผิวของคุณ

บางคนอาจเริ่มปรับเปลี่ยนบางอย่างเกี่ยวกับร่างกายเช่น การเจาะ การสัก เรือนร่าง เพราะสิ่งเหล่านี้ก็ถือเป็นการแสดงออกส่วนบุคคลที่สามารถบูสต์ความมั่นใจและการยอมรับตัวเองได้เช่นกัน

อยากให้ตระหนักเสมอว่า ความอยากเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับตัวเองไม่ใช่เรื่องน่าอายถ้าคุณทำเพื่อความต้องการของตัวเองไม่ใช่เปลี่ยนเพื่อให้ได้รับการยอมรับหรือตรงกับมาตรฐานของคนอื่น

6.หว่านเมล็ดพันธุ์ของความเห็นอกเห็นใจตัวเอง

เมื่อคุณไม่ชอบตัวเอง คุณอาจจะรู้สึกว่า ฉันน่าเกลียดๆๆ มากขึ้นไปเรื่อยๆ จนความรู้สึกเกลียดชังในรูปลักษณ์ ร่างกายของตัวเองนั้นฝึกรากลึกลงไปจนทำให้คุณเลิกใส่ใจและดูแลตัวเอง เพราะคิดไปแล้วว่าจะดูแลไปทำไม ยังไงก็น่าเกลียดเหมือนเดิมอยู่ดี

อย่าใจร้ายกับตัวเองเกินไป บางครั้งความมั่นใจอาจจะสร้างยากก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่าหากคุณเริ่มยอมรับตัวเองด้วยความรักและความเห็นอกเห็นใจตัวเองดูบ้าง ความมั่นใจก็ย่อมกลับมาเบ่งบานได้ในสักวัน คุณอาจเริ่มต้นที่การใจดีกับตัวเองก่อน ค่อยๆ หว่านเมล็ดความรักต่อตัวเองเหล่านั้นแล้วค่อยเริ่มเก็บเกี่ยวมัน ผ่านวิธีการเหล่านี้ เช่น

-เรียนรู้ที่จะให้เกียรติขอบเขตและความต้องการทางอารมณ์ของคุณ

-เรียนรู้เพื่อที่จะเข้าใจและควบคุมอารมณ์ของคุณ

-ปฏิบัติกับตัวเองเหมือนกับตอนที่ใจดีกับเพื่อนหรือคนรักของคุณ เปลี่ยนการตอกย้ำด้านลบกับตัวเองด้วยการให้กำลังใจ

-รับรู้ตนเองในฐานะปัจเจกบุคคลที่มีคุณค่าเฉพาะตัว

-หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบ

7.อย่ากังวลที่จะขอความช่วยเหลือ

ความกังวลหรือปัญหาสุขภาพจิต เป็นปัจจัยที่สามารถส่งผลต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อตัวเอง self-esteem หรือวิธีการมองหรือรับรู้ตัวเองได้

- Depression : ภาวะซึมเศร้าสามารถส่งผลเกี่ยวเนื่องกับเรื่องความมั่นใจ self-esteem และความรู้สึกไร้ค่าได้ การอยู่กับภาวะซึมเศร้ายังทำให้การดูแลใส่ใจตัวเองยากขึ้นไปอีก ซึ่งสามารถกระทบต่อความรู้สึกที่มีต่อตัวเองได้

- Body dysmorphic disorder : โรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาของตัวเอง เกี่ยวข้องกับการหมกมุ่นอยู่กับส่วนต่างๆ ของร่างกายที่คุณพิจารณาว่าน่าเกลียด และคุณอาจใช้เวลาเป็นอย่างมากในการตรวจหาและพยายามแก้ไข ‘ข้อบกพร่อง’ เหล่านี้ จนเครียดและเสียพลังงานไปมหาศาลเพื่อหาทางซ่อนเร้นพวกมัน

- Eating disorder : ถ้าคุณใช้ชีวิตกับโรคที่มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ผิดปกติ มันสามารถส่งผลมุมมองด้านต่างๆ ที่คุณมีต่อรูปลักษณ์ ร่างกายคุณได้ ทั้งขนาดร่างกาย หรือ น้ำหนัก ก็ส่งผลให้คุณรู้สึกว่าตัวเองดูน่าเกลียดได้

- Gender dysphoria : ภาวะความไม่พึงพอใจหรือทุกข์ทรมานใจในเพศสภาพ สามารถส่งผลให้เกิดการมองและรับรู้ถึงความอัปลักษณ์ในตนเองได้ ความรู้สึกว่าถูกบังคับให้ปฏิบัติตามความคาดหวังทางเพศที่ได้ไม่แสดงถึงตัวตนที่แท้จริงของคุณ อาจทำให้คุณรู้สึกผิดอยู่เสมอราวกับว่าคุณไม่ได้อยู่ในร่างกายของคุณ

การพบจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้มองเห็นต้นตอที่แท้จริงของความรู้สึกนี้ได้ และยังช่วยให้เจอวิธีการรับมือหรือรักษาที่เป็นประโยชน์สำหรับสเต็ปต่อไปได้อย่างเหมาะสม

สุดท้าย แนวคิดเรื่อง ความอัปลักษณ์ (Ugliness) นั้นสะท้อนความคิดผิดๆ ที่ว่าร่างกายของคุณมีอยู่เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ในความเป็นจริง รูปลักษณ์ของคุณไม่ได้กำหนดคุณค่าของตัวคุณเลย แม้แต่แรงดึงดูดในการที่จะมีความสัมพันธ์โรแมนติกก็ขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัยไม่ใช่รูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว

การทำความเข้าใจและเพิ่มการตระหนักรู้เรื่อง ความเป็นกลางของร่างกาย หรือ Body Neutrality และแนวคิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ช่วยเน้นความจริงที่สำคัญประการหนึ่งคือ ‘ร่างกายของคุณไม่จำเป็นต้องดูเป็นแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น เพื่อให้คุณได้สัมผัสกับความรัก ความเพลิดเพลิน และความสุข’

อ้างอิง:

https://www.healthline.com/health/mental-health/why-am-i-so-ugly#takeaway 

https://www.healthline.com/health/body-neutrality 

https://www.longtunman.com/30003 

Photo by Polina Zimmerman

Author

NATARAJ

Content Creator

Related Stories

Negging การชมแบบแอบด้อยค่าคนรัก ที่นักจิตวิทยามองว่าเป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง

culture

Negging การชมแบบแอบด้อยค่าคนรัก ที่นักจิตวิทยามองว่าเป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง

MIRROR'sGuide