LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

หรือเราถูกปลูกฝังให้บ้างานกันตลอดเวลา? ทำไมคนทำงานถึง ‘รู้สึกผิด’ ตอนว่าง แม้จะทำงานเสร็จแล้ว ลางานแล้ว ไม่เว้นแต่วันหยุด

แม้จะรู้ว่ามันเป็นเรื่องปัจเจก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อสังคมนำค่านิยม ทำงานตลอดเวลา เก่งตลอดเวลา Productive ตลอดเวลา มาตั้งเป็นสแตนดาร์ดให้คนทำงานต้องเป็นแบบนั้น หากไม่เป็นเท่ากับว่าเป็นคนห่วย เป็นคนไม่รักงาน เราจึงไม่แปลกใจว่าทำไมคนทำงานจำนวนมากถึงถูกกดดันให้ ‘รู้สึกผิด’ เวลาจะนั่งอยู่เฉยๆ แม้วันนั้นจะเคลียร์งานเสร็จแล้ว หรืออยากจะเปิดซีรีส์ดูแก้เบื่อในวันที่ไม่มีงานต้องส่งก็รู้สึกผิดอีก ไม่เว้นแต่วันลา หรือวันหยุด ที่บางคนตัวอยู่ที่หนึ่ง แต่ใจลอยไปอยู่กับงาน

ความรู้สึกผิดเป็นสิ่งที่ห้ามยาก แต่ถ้าเรารู้เท่าทันว่าอะไรที่ทำให้เรารู้สึกผิดเวลาที่ไม่ทำงาน หรือไม่ Productive ก็อาจจะบรรเทาพฤติกรรมกล่าวโทษตัวเอง ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพจิตในระยะยาวได้บ้าง

อย่าลืมว่า…เราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตของตัวเอง ไม่ได้เกิดมาใช้ชีวิตแบบที่ใครขีดเส้นไว้


“ความรู้สึกผิดมักโผล่มาจากเสียงที่อยู่ข้างในตัวเรา เป็นเสียงจากพ่อแม่ เสียงจากครอบครัวที่เราเติบโตมา…ความรู้สึกผิดเป็นปัญหาทางอารมณ์อย่างมาก แต่จริงๆ ก็เหมือนกับอารมณ์อื่นๆ มันสมเหตุสมผลในบริบทนั้นๆ เนื่องจากเรามีความคาดหวังสูงเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเราเอง”

ตามที่ อมีเลีย อัลเดา (Amelia Aldao) นักบำบัดโรคในนิวยอร์ก กล่าวมา ความรู้สึกผิดเวลาที่ไม่กระตือรือร้นทำงานจะเกิดขึ้นมาก โดยเฉพาะกับครอบครัวที่มีความกดดันในบ้านสูง ทีนี้พอคาดหวังสูง แล้วเราไปไม่ถึงจุดนั้น หรือรู้สึกขึ้นมาเองว่า เราจะไปไม่ถึงมัน ผลสรุปคือเราเองนี่แหละที่จะรู้สึกผิดขึ้นมา ไม่ว่าจะรู้สึกผิดกับตัวเอง หรือรู้สึกผิดกับคนในครอบครัวที่คาดหวังให้เราเป็นแบบนั้น แบบนี้ แต่ถ้าสุดท้ายหากช่วงเวลาที่เราไม่ได้ทำงาน มันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ช่วงที่เรากินไอศกรีมรสโปรด เป็นวันที่เราลางานพอดี นั่นแปลว่างานที่รอเรากลับไปทำ มันยังมีเวลารอเราอยู่บ้าง ไม่ได้ระเบิดตัวเองพังทลายลงต่อหน้าแต่อย่างใด…ทำช้า ไม่ได้หมายความว่างานจะบ้งนะ

“ฉันเคยเป็นคนประเภทที่กล่องข้อความต้องเป็นศูนย์ ไม่เหลืออีเมลใดที่ยังไม่อ่าน ทุกอย่างต้องได้รับการตอบกลับภายในไม่กี่นาที เมื่อการแพร่ระบาด (โควิด-19) มาถึง ฉันไม่สามารถตอบกลับอีเมลได้ทันทีแล้ว แต่ฉันก็ยังให้ความสำคัญกับลูกค้า กับทีมของฉันเหมือนเดิมได้…ทุกอย่างก็สำเร็จลุล่วงได้เหมือนกันนะ” อมีเลีย พูดถูก บางครั้งการไม่จดจ่อกับงานมากเกินไป หรือไม่แบกความคาดหวังของคนอื่นมากเกินจนทำร้ายตัวเอง ไม่ได้หมายความว่างานนั้นจะไม่สำเร็จ หากเราไม่ลืมจะทำมันให้ถูกที่ ถูกเวลา โดยยังคำนึงเสมอว่าสุขภาพจิตของเราสำคัญที่สุด

อย่าลืมว่า…การไม่ได้ทำตามแพลนชีวิตครบทุกข้อ ไม่ได้หมายความว่าล้มเหลว 

ความจริงแล้วแม้จะตั้งใจทำงานตลอดเวลามากแค่ไหน แต่ทุกอย่างมันอาจไม่ได้เป็นไปตามที่เราคิด 1234 เสมอไป บางวันอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คุณทำงานไม่เสร็จก็ได้ ฉะนั้น การได้ฝึกคลายเชือกที่รัดตัวเองให้แน่น เพื่อให้หายใจสะดวกบ้าง อาจทำให้คุณไม่เจ็บหนักเวลาที่การทำงานของคุณไม่เป็นดั่งใจ หรือแม้แต่การนอนพักในวันว่างๆ ก็จะรู้สึกผิดน้อยลง

หลายครั้งเวลาที่เราปล่อยเวลาให้ผ่านไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ทำงาน เราจะรู้สึกตัวว่า ฉันกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงน่าอับอายขนาดนี้ ความเห็นของ ไฮดี้ แกรนท์ (Heidi Grant) นักจิตวิทยาสังคม บอกว่า การกล่าวโทษตัวเองนั้นมาจากการไม่ได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งก็ล้วนมาจากความคาดหวังที่มโนภาพขึ้นมาเอง

“คนส่วนใหญ่มองโลกแง่ดีเกินไป เราเริ่มต้นวันด้วยความคาดหวัง และวางแผนจะทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ” ซึ่งในความเป็นจริงมันมีปัจจัยหลายอย่างมากที่ในหนึ่งวัน เราอาจจะทำตามสิ่งที่เราคิดไม่สำเร็จ เช่น สมมติเราตั้งใจจะทำงานนี้ให้เสร็จ แต่วันนั้นเกิดเรื่องดราม่าขึ้นมา คุณก็อาจจะทำไม่เสร็จก็ได้ และหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ในมุมมองของแกรนท์คือ “คุณต้องไม่รู้สึกเหมือนล้มเหลว”

แกรนท์แนะนำว่า เราควรจะลดเสียงในหัวของตัวเอง ที่จินตนาการว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับเรา เพื่อนร่วมงานจะมองแย่ไหม ถ้าวันนี้เราทำงานช้ากว่าปกติ เจ้านายจะหงุดหงิดไหม ถ้าวันนี้เราไม่สามารถทำงานทุกอย่างให้เสร็จในวันเดียว คุณต้องหยุด และบอกตัวเองให้โฟกัสกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง เพราะถ้าสิ่งนั้นไม่ได้ไปเดือดร้อนเจ้านาย ไม่ได้เดือดร้อนบริษัท ไม่ได้เดือดร้อนเพื่อนร่วมงาน ที่สำคัญไม่ได้เป็นวันกำหนดส่งงาน เท่ากับว่าคุณก็ไม่ได้ทำอะไรผิดที่จะไม่ Productive เลยนี่

“วันนี้ฉันทำงานหนักมาก และฉันทำดีที่สุดแล้ว ฉันหวังว่าจะทำงานให้เสร็จมากขึ้นในวันพรุ่งนี้” หากคิดแง่บวกแบบนี้เหมือนที่แกรนท์บอก ความรู้สึกผิดกับตัวเองอาจจะน้อยลง อย่าลืมว่าเราไม่ใช่หุ่นยนต์ มีความเหนื่อยล้า เจ็บได้ ร้องไห้เป็น และถ้างานมันล้นมือมากไป จนคุณไม่ได้มีเวลาใช้ชีวิต การบอกหัวหน้างานไปตรงๆ ย่อมดีกว่าเก็บเงียบและโทษตัวเอง

อย่าลืมว่า…เรามีค่าเกินกว่าจะตายเพราะงาน อย่าให้งานฆ่าตัวตน ร่างกาย และจิตใจ 

“ถ้าฉันทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ ฉันจะประสบความสำเร็จมากขึ้น” แกรนท์ กล่าวต่อว่า แนวคิดดังกล่าวที่เกิดขึ้นในองค์กร คือการปลูกฝังค่านิยมให้พนักงานทุ่มเทกับงาน แล้วทุกอย่างจะดี สำหรับเรา แง่หนึ่งมันก็ไม่ผิด ตั้งใจทำงานน่ะดีอยู่แล้ว แต่ตราบใดที่ทุ่มเทกับงานมากจนเกินลิมิตตัวเอง เกินเวลางาน ไม่มีแม้แต่วันหยุด ชนิดที่ว่า ถ้าหกล้มพลาดขึ้นมา เจ้านายจะเตรียมจดแบล็กลิสต์เตรียมไล่ออก หรือตัวเราเองจะรู้สึกเหมือนโลกกำลังพังลง แบบนี้อาจเป็นเรื่องน่าเศร้าที่งานนั้นกำลังค่อยๆ กัดกินชิ้นส่วนความเป็นตัวเราไปเรื่อยๆ

“อย่ายอมแพ้ในบางสิ่งเพราะคุณคิดว่าคุณทำไม่ได้ แต่ให้ยอมแพ้เพราะคุณตัดสินใจว่ามันไม่คุ้มที่จะลงทุนทั้งเวลา และพลังงาน” ใช่แล้ว บางครั้งเวลาในชีวิต และพลังงานของเรานั้นสำคัญไม่แพ้สิ่งใด สุขภาพกายถ้าพังแล้ว บางครั้งก็เอากลับมาไม่ได้ พอๆ กับสุขภาพจิต ที่กว่าจะเยียวยาให้กลับเป็นดั่งเดิมก็ใช้เวลาเช่นกัน

การโอบกอดความไม่สำเร็จบ้าง และยอมรับว่าเราทำไม่เสร็จในวันเดียว เพราะขืนดันทุรังทำ อาจจะพังมากกว่าเดิม ก็เป็นการซื่อสัตย์กับใจตัวเองเหมือนกันนะ

เจนนิเฟอร์ เทปลิน (Jennifer Teplin) นักจิตอายุรเวช มีข้อเตือนใจให้ตัวเรากลับไปคิดถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่ และเชื่อว่าหลายๆ คนก็น่าจะเอาไปใช้ได้เหมือนกัน เธอบอกว่า เมื่อพูดถึงความ Productive เรามักจะลืมทุกสิ่งที่เราเคยประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วเราควรมองว่าลิสต์สิ่งที่ยังเหลือให้ทำ มันก็เป็นแรงจูงใจประเภทหนึ่งที่ใช้สำหรับวันถัดไปได้

“วิธีที่ฉันชอบทำคือการเคลียร์ให้ชัดไปเลยว่ามันคือ ‘เมื่อไหร่’ (เวลาไหน) กับสิ่งที่ฉันต้องการจากใครสักคน หรือฉันต้องทำให้มันเสร็จ และถ้าคุณมีบางอย่างที่ต้องทำภายใน 5 วัน ความรู้สึกผิดที่ไม่ทำงานจะลดลง เนื่องจากคุณรู้ว่าคุณยังมีเวลาเหลืออยู่” ถูกต้อง เราไม่จำเป็นต้องใช้เวลาทำให้เสร็จภายในวันเดียวก็ได้ หากเรามีเวลาทำก่อนครบกำหนด

“ข้อผิดพลาดทั่วไปของมนุษย์ คือการมองว่าเราทำอะไรผิดพลาด มากกว่าสิ่งที่เราเคยทำถูกต้อง” และถูกอีกเช่นเคย อย่างที่เทปลินบอก บางครั้งเราก็อาจจะมีเรื่องเล็กๆ ที่เคยประสบความสำเร็จไปบ้างแล้วก็ได้ แต่เราเลือกมองแต่ความสำเร็จใหญ่ๆ มากกว่า

เรากำลังรู้สึกผิดกับตัวเอง ทุกครั้งที่เราคิดไปเองว่าวิ่งช้ากว่าคนอื่น เรากำลังรู้สึกผิดกับตัวเอง ทุกครั้งที่คิดในใจว่า ความขี้เกียจเป็นเรื่องที่ผิด ทั้งๆ ที่ขี้เกียจบ้าง พักผ่อนบ้าง ไม่เห็นจะผิดอะไร ตราบใดที่ไม่กระทบเพื่อนร่วมงาน หรือทำให้ใครเดือดร้อน และการประสบความสำเร็จช้ากว่าคนอื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตของเราจบลงแค่นั้น

อ้างอิง:

https://www.npr.org/2021/01/11/955692525/why-you-feel-so-guilty-when-youre-not-working#:~:text=It's%20a%20signal%20that%20things,up%20in%20the%20first%20place.

https://hbr.org/2020/03/stop-feeling-guilty-about-your-to-do-list

https://www.wellandgood.com/how-to-feel-happier-tuft-and-needle/ 

Author

PATCHSITA PAIBULSIRI

Content Creator

Related Stories

คนหวังร้ายที่มาพร้อมกัญชาเสรี อันตรายที่เหยื่อโดยเฉพาะผู้หญิง อาจ ‘โดนมอม’ จากขนมผสมกัญชา

life

คนหวังร้ายที่มาพร้อมกัญชาเสรี อันตรายที่เหยื่อโดยเฉพาะผู้หญิง อาจ ‘โดนมอม’ จากขนมผสมกัญชา

MIRROR'sGuide