LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

Ana Kasparian ผู้สื่อข่าวที่เรียกร้องไม่ให้เอาศาสนามากีดกันเสรีภาพในเนื้อตัวร่างกาย

สภาผู้แทนราษฎรเพิ่งมีมติรับร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 หรือ ร่างพ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ที่สนับสนุนสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในการจะสร้างครอบครัวโดยไม่จำกัดเพศของผู้คน ซึ่งเน้นแก้ไขข้อจำกัดต่างๆ ในเชิงกฎหมายของการสมรสโดยไม่จำเป็นว่าคู่สมรสต้องเป็นเพศชายและหญิงอย่างเดียวเท่านั้น

แน่นอนว่าการที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้จะได้รับการตราเป็นกฎหมายนั้นอาจต้องผ่านอีกหลายด่าน ไม่ว่าจะด่านในเชิงตัวบทกฎหมายที่ต้องรอการพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภา และการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือด่านในเชิงคำถามและข้อกังขาต่อต้านของสังคม ดังที่เราจะเห็นจากการถ่ายทอดสดการประชุมสภาเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมี ส.ส. บางคนที่อ้างหลักคำสอนของศาสนาในการแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยต่อร่าง พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมในเชิงขัดต่อศาสนาและคำสอนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุว่า "ศาสนาคริสต์หรืออิสลามนั้น การสมรสเกี่ยวกับศาสนา สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือเมื่อเป็นการสมรสเท่าเทียมย่อมบังคับให้ผู้นำทางศาสนาต้องประกอบพิธีสมรสให้กับคนทุกเพศ ซึ่งอาจขัดกับหลักคำสอน" 

หรือ ปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก เขต 1 พรรคก้าวไกล ที่ชี้แจงว่างดออกเสียงร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมอันเนื่องมาจากนับถือศาสนาคริสต์อันเป็นประเด็นแหลมคมในหลายๆ ประเทศ ไม่เพียงแค่ในประเทศไทย รวมทั้งประเด็นการทำแท้งเสรีอันเป็นหนึ่งจุดยืนที่คริสเตียนปฏิเสธเช่นเดียวกับการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน

ข้อถกเถียงเหล่านี้ ชวนให้นึกถึงประโยคที่ แอนา แคสปาเรียน -ผู้สื่อข่าวและพิธีกรฝ่ายซ้าย- กล่าวไว้ในรายการ The Young Turks อันเป็นรายการที่นำเสนอประเด็นการเมืองแหลมคมว่า "ฉันไม่สนสักนิดเรื่องที่ว่าคุณนับถือศาสนาคริสต์ ไม่สนสักนิดว่าไบเบิลบอกอะไรบ้าง!"

แคสปาเรียนกล่าวประโยคเผ็ดร้อนดังกล่าวไว้ตั้งแต่ปี 2018 และมันถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำๆ อยู่เป็นระยะทุกครั้งที่เกิดข้อถกเถียงในสังคมใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเรื่องการสมรสของคนเพศเดียวกัน ไปจนถึงสิทธิในการยุติการตั้งครรภ์ซึ่งในเวลานี้ก็ยังเป็นเรื่องที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในข้อถกเถียงที่ดุเดือดที่สุดอีกหัวข้อหนึ่งในสหรัฐอเมริกา อันเนื่องมาจากข่าวลือการยกเลิกร่างกฎหมายทำแท้งเสรี รวมทั้งท่าทีของฝั่งผู้ที่ยึดมั่นในหลักการทางศาสนาชาวอเมริกันหลายคนที่ยังมองว่าการทำแท้ง (และการสมรสในเพศเดียวกัน) เป็นบาป ประโยคของแคสปาเรียนจึงถูกหยิบยกมาใช้อยู่บ่อยๆ 

สำหรับแคสปาเรียน เธอโดดเด่นและเป็นที่รู้จักในแง่ผู้สื่อข่าวที่มีแนวคิดเอียงไปทางซ้าย และวิพากษ์วิจารณ์สถาบันทางการเมืองตลอดจนวัฒนธรรมอนุรักษนิยมในสหรัฐฯ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแน่นอนว่าประเด็นการมองสังคมผ่านเลนส์ศาสนานับเป็นเรื่องที่เธอต่อสู้มาโดยตลอด

"สิ่งที่ฉันจะพูดต่อไปนี้อาจจะแรงนะคะ แต่ก็เป็นสิ่งที่ฉันรู้สึกจริงๆ คือฉันไม่สนสักนิดเรื่องที่ว่าคุณนับถือศาสนาคริสต์ ไม่สนสักนิดว่าไบเบิลบอกอะไรบ้าง พูดจริงๆ เลยนะว่านี่รู้สึกเหมือนเป็นรายการตัวตลกอะไรสักอย่าง ที่เราต้องมานั่งพยายามตีความกันว่าเจ้าหนังสือแสนลึกลับเล่มน้อยนั่นพูดถึงเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่จริงในตอนนี้อย่างไรบ้าง"

"ฉันไม่สนสักนิดว่าคุณเป็นคริสเตียน แล้วอันที่จริง ฉันก็จะลุกขึ้นสู้เพื่อให้คุณมีเสรีภาพในการจะนับถือศาสนา ได้เป็นคริสเตียน ก็ฉันเชื่อในเรื่องนั้น ฉันไม่ได้เชื่อในศาสนาคริสต์ด้วยซ้ำนะ ซึ่งนั่นแปลว่าคุณไม่มีสิทธิมาบงการการใช้ชีวิตของฉันผ่านศาสนาที่คุณนับถือ! ฉันไม่สนสักนิดว่าไบเบิลบอกอะไร คุณมีสิทธิของคุณจะทำอะไรก็ทำไป ผู้หญิงที่นิยามตัวเองเข้ากับศาสนาที่ตัวเองนับถือก็มีสิทธิในการจะไม่ทำแท้ง ไม่คุมกำเนิด แต่พวกเขาไม่มีสิทธิมาบงการชีวิตของฉัน หรืออะไรก็ตามที่ฉันตัดสินใจจะกระทำต่อร่างกายตัวเอง! เพราะฉันไม่สนใจศาสนาที่คุณนับถือเลยสักนิดโว้ย!"

"คุณก็ใช้ชีวิตไปตามที่ตีความได้จากไบเบิลสิ -ซึ่งย้ำอีกครั้งนะคะว่าฉันไม่สนใจเลย- แต่คุณไม่มีสิทธิเอาไบเบิลมาโยนใส่ฉันแล้วบอกว่า นี่แน่ะ ไบเบิลบอกไว้อย่างนั้นอย่างนี้ บทนั้นว่าอย่างนี้ วรรคนี้บอกอย่างนั้น ย้ำนะคะว่าฉันไม่สนเลย ไม่แยแสสักนิด ไม่เชื่อในนั้น ซึ่งฉันมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการจะไม่เชื่อด้วย"

ตัวแคสปาเรียนเชื่อว่า การที่รัฐเข้ามายุ่มย่าม ควบคุมเสรีภาพของประชาชน ตั้งแต่เรื่องเพศไปจนถึงเรื่องการทำแท้งนั้นอาจไม่ได้วางอยู่บนฐานความดีงาม แต่เป็นเรื่องของการควบคุมและการใช้อำนาจ -ไม่ว่านักการเมืองและวุฒิสภาเหล่านั้นจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม- และนี่เองที่ทำให้แคสปาเรียนกำหมัดสู้ประเด็นเหล่านี้อย่างสุดหัวใจ "เมื่อก่อนนี้ฉันเคยคิดว่าการแต่งงานเป็นเรื่องของผู้ชายกับผู้หญิงเท่านั้น" แอสปาเรียนเล่า -เธอเติบโตในครอบครัวผู้อพยพเคร่งศาสนา ชาวอาร์เมเนีย และใช้ชีวิตวัยเด็กหมดไปกับความเชื่อเรื่องบาปและข้อห้ามต่างๆ ซึ่งกว่าจะคลี่คลายหรือทำความเข้าใจกับตัวเองได้ก็กินเวลานานโข- "จนโตขึ้นมาฉันถึงได้ตระหนักว่าการเป็นเกย์มันไม่ใช่ทางเลือก ไม่ใช่สิ่งที่คนจะเลือกเป็นหรือไม่เป็น เพราะงั้นเรื่องชายหญิงแต่งงานกันได้เท่านั้นนี่มันเลยเป็นเรื่องไร้สาระมากๆ"

สิ่งที่แคสปาเรียนกล่าวไว้นั้นอาจเป็นเรื่องตั้งแต่ปี 2018 แต่การที่มันกลับมาเป็นไวรัลครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งในอเมริกาและในไทย ก็น่าจะบ่งบอกถึงสภาพการณ์ที่เรายัง ‘ย่ำอยู่กับที่’ ไม่มากก็น้อย

Author

MAN ON FILM

Content Creator

Related Stories

Ana Kasparian ผู้สื่อข่าวที่เรียกร้องไม่ให้เอาศาสนามากีดกันเสรีภาพในเนื้อตัวร่างกาย

culture

Ana Kasparian ผู้สื่อข่าวที่เรียกร้องไม่ให้เอาศาสนามากีดกันเสรีภาพในเนื้อตัวร่างกาย

BY MAN ON FILM 26 JUN 2022

MIRROR'sGuide