LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ
LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

มีอะไรในตัวนักบูลลี่ อะไรที่ทำให้เราเลือกจะทำร้ายคนอื่น?

เราเชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยเจอประสบการณ์การบูลลี่มาก่อนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ ความหลากหลาย ความแตกต่าง การไม่ยอมรับ การต้องมีปฏิสัมพันธ์ ตราบใดที่มนุษย์ยังมีสิ่งเหล่านี้ก็ย่อมมีนักบูลลี่อยู่ในสังคม แต่อะไรกันที่ทำให้คนคนหนึ่งเลือกจะทำร้ายผู้อื่น ไม่ว่าด้วยวาจาหรือการกระทำใดๆ? เราได้มีโอกาสคุยกับ เมริษา ยอดมณฑป หรือครูเม นักจิตวิทยาเด็กและครอบครัว จากเพจ ตามใจนักจิตวิทยา เกี่ยวกับลักษณะ แรงจูงใจ จุดกำเนิด และจิตวิทยาเบื้องหลังนักบูลลี่ ซึ่งจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกัน

Q

สำหรับครูเม การบูลลี่มีลักษณะพฤติกรรมแบบไหนบ้าง?

A

แบบแรก ตรงไปตรงมาที่สุด คือการกระทำทางร่างกาย ชกต่อย ขู่เข็ญ และกลั่นแกล้งทางร่างกาย เราอาจจะนึกถึงภาพแก๊งอันธพาลที่มีหัวโจก อันนี้เหยื่อมักเป็นคนที่ดูอ่อนแอกว่า คนที่ดูแตกต่าง หรือมีลักษณะที่เมื่อผู้กระทำมองแล้วเขารู้สึกอิจฉา หรือคนที่โดดเด่น เหล่านี้จะเป็นเป้าได้ง่าย


แบบที่สอง คือเมื่อคนกลุ่มใหญ่บูลลี่คนที่เล็กกว่า ซึ่งเป็นการบูลลี่ประเภทที่ไม่เกิดการกระทำทางร่างกาย แต่ทำให้เกิดการบอยคอตไม่ให้เข้ากลุ่ม การนินทาลับหลัง และพูดเหน็บแนม เป็นลักษณะที่นักบูลลี่เติบโตมาในสังคมที่มีค่านิยมว่าคนทุกคนควรคิดเหมือนๆ กัน ทุกคนควรต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคม 


ทีนี้เมื่อเวลาผ่านไป โลกของเรามัน globalized มากขึ้น มีวัฒนธรรมต่างๆ เข้ามามากมาย เชื้อชาติหลากหลาย ความเชื่อหลากหลาย คนที่โดนสอนให้ปรับตัวกับค่านิยมเก่ามานานๆ มีแนวโน้มที่จะคิดว่า ถ้าคนในสังคมคนใดคนหนึ่งแตกต่าง แล้วเป็นแตกต่างในแบบที่เขายังไม่สามารถตัดสินได้ว่าดีหรือไม่ เขามักตัดสินว่าไม่ดีก่อนโดยจะตั้งคำถามว่า “ทำไมเธอไม่ยอมปรับตัวล่ะ?” ทางจิตวิทยาเรามักจะมองเห็นจุดสีดำในกระดาษสีขาวทั้งผืน คล้ายๆ กันเรามักคิดว่าจุดสีดำมันคือสิ่งไม่ดี ทั้งๆ ที่จุดสีดำมันก็อาจจะดีเหมือนกันก็ได้ เรายังไม่มีทางรู้จากการมอง   


สุดท้ายคือการบูลลี่ที่เราไม่ได้ทำโดยตรง แต่เราอาจเป็นผู้สนับสนุนการบูลลี่โดยไม่รู้ตัว ถ้าให้ยกตัวอย่าง สมมติในโซเชียลมีเดีย มันอาจจะเริ่มจากเราไม่ชอบคนคนหนึ่ง แต่เราไม่ได้ทำอะไร อยู่ๆ ก็มีนักเลงคีย์บอร์ดคนหนึ่งเปิดวอร์ขึ้นมา เราก็โอเค สนับสนุนๆ เราก็อาจเป็นผู้สนับสนุนการบูลลี่และเรากลายเป็นบูลลี่ไปโดยที่เราไม่รู้ตัว  


Q

คนที่บูลลี่คนอื่นโดยไม่รู้ตัวเกิดจากอะไร

A

บางครั้งเป็นเรื่องความเคยชินและการปลูกฝัง ต้องเท้าความก่อนว่าคนส่วนใหญ่ที่เล่นโซเชียลมีเดียแบบเฟซบุ๊กมักมาจากเจนเอ็กซ์และเบบี้บูมเมอร์ ส่วนเจนวายและเจนซีจะมีปริมาณน้อยกว่า แม้ว่าพวกเขาจะโตมากับมันก็ตาม

ทีนี้เมื่อมองไปที่เจนเอ็กซ์และบูมเมอร์ที่ถูกเลี้ยงดูมาในสังคมที่ความแตกต่างไม่ได้รับการยอมรับเทียบเท่ากับปัจจุบัน ฉะนั้นแม้ว่าคนรุ่นใหม่จะรณรงค์ขนาดไหน ว่าความแตกต่างเป็นเรื่องที่ไม่แย่นะ เราสามารถยอมรับกันและกันได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะไปได้ด้วยกันกับวิธีคิดแบบใหม่ๆ ได้


ระยะเวลาสิบกว่าปีที่คนรุ่นก่อนเรียนหนังสือมา ที่แม้แต่การจะยกมือถามคำถามครูเรายังต้องคิดหน้าคิดหลังว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องมั้ย ทำแล้วมันดีจริงๆ เหรอ เพราะกลัวที่จะเป็นคนเด่นแล้วจะโดนเพ่งเล็ง หรือแม้กระทั่งการที่สังคมหล่อหลอมให้เราอยู่ในกฎระเบียบที่แม้ว่าหลายอย่างมันก็มีประโยชน์ แต่หลายๆ อย่างก็ไม่มีเหตุผล ตรงนี้ทำให้คนรุ่นนี้ไม่ได้เรียนรู้เหตุและผลว่าความแตกต่างแบบนี้มันไม่ดี หรือดีเพราะอะไร หรือทำไมเราต้องเหมือนกัน เขาไม่ได้ถูกให้เหตุผลเลย ทุกอย่างเป็นกฎระเบียบ และมันหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็ก 


มันก็เลยทำให้รุ่นนี้มองความแตกต่างว่ายังแหม่งๆ ไม่ค่อยยอมรับ เป็นสิ่งแปลกปลอม มากกว่าการที่มันเป็นสิ่งที่ดี ตอนนี้เขาเลยสามารถกลายเป็นนักบูลลี่ทางอ้อมได้โดยที่เราไปสนับสนุนคนที่พูดว่า “เฮ้ย แกจะมาพูดอะไรเยอะแยะ ทำไมไม่พยายามปรับตัวล่ะ” หรือแม้กระทั่ง “เอ๊ะ ทำไมเธอต้องพยายามแปลกแหวกแนวด้วย ในเมื่อวิธีเดิมๆ มันก็ใช้ได้อยู่แล้วนี่” ทั้งๆ ที่บางอย่างมันคือความแตกต่างที่กำลังนำพาไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น 


หนึ่งในเหตุผลลึกๆ ของการบูลลี่มันอยู่ที่ความต้องการความยุติธรรมและขาดความมั่นคง เราอาจรู้สึกว่าใครสักคนกำลังจะมาทำอะไรที่จะทำร้ายคอมฟอร์ตโซนของฉัน ซึ่งบางคนที่แตกต่างเขาอาจมีพาวเวอร์เพียงเล็กๆ เองนะ แต่ว่าเรากลับรู้สึกว่าเขากระทบกระเทือนคอมฟอร์ตโซนของเรามากเหลือเกิน มันก็อาจทำให้เราเผลอบูลลี่ไปโดยที่เราไม่ได้รู้ตัว


Q

การบูลลี่เป็นธรรมชาติมนุษย์หรือเปล่า?

A

ถ้าอิงตามหลักจิตวิทยา ในแต่ละขั้นการวิวัฒนาการมนุษย์ เราจะให้คุณค่ากับอะไรบางอย่าง ซึ่งคุณค่าส่วนใหญ่แล้ว อยู่ที่ตัวหรือ Self ของเรา ถ้าสมมติว่าตัวเราได้รับการเติมเต็ม เราจะรู้สึกว่า ฉันมีคุณค่า ฉันมีความมั่นคงทางจิตใจ โดยส่วนใหญ่คนที่เติมเต็มแล้วแบบนี้จะไม่แสวงหาการกระทำให้ผู้อื่นเจ็บปวด หรือปล่อยให้ผู้อื่นมากระทบใจเขาได้ เหมือนว่าเขามีภูมิคุ้มกัน


ถ้าสมมติว่าเราจะไปบูลลี่คนอื่น แปลว่าเมื่อบางอย่างข้างในของเราเว้าแหว่ง ไม่เติมเต็ม เราเลยต้องหาอะไรมาเติมให้มันเต็ม ซึ่งบางคนแสวงหาไม่ถูกวิธี มันอาจทำให้เกิดการไปบูลลี่คนอื่นและไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน อันนี้คือเป็นพื้นฐานของคน ถ้าเรารู้สึกว่าเราได้รับการเติมเต็มหรือเรารู้สึกว่าเราอยู่ได้ เรามีความสุข เรามักไม่มีพฤติกรรมไปกระทบใครและให้ใครมากระทบเราได้


Q

พฤติกรรมการบูลลี่เกิดขึ้นตั้งแต่เด็กเสมอไปหรือเปล่า  

A

โดยส่วนมากเลยคือเกิดตั้งแต่เด็กเลยค่ะ เขารู้สึกว่าโลกนี้มันไม่ยุติธรรมกับเขาตั้งแต่เกิด ซึ่งคนแบบไหนที่จะคิดแบบนี้บ้าง ก็อย่างเช่น เด็กที่ถูกทอดทิ้ง เด็กที่ถูกทำร้าย เด็กที่แตกต่างแล้วไม่ได้รับการยอมรับ อาจจะเพราะเรียนไม่เก่งหรือมีปมด้อยแล้วผู้ใหญ่ไม่ได้เอื้อมมือเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ได้รับความรักและความสนใจ 


ฉะนั้นสำหรับเด็กเหล่านี้คือ หากมีผู้ใหญ่เข้าไปช่วย ให้ความสนใจ แล้วให้การยอมรับ มันจะหยุดวงจรนี้ได้ แต่หากไม่ เด็กเหล่านี้จะทำตัวให้เข้มแข็งแต่เด็ก เพื่อที่จะไม่ให้ใครมาทำเขาได้อีก เพราะว่าเขาถูกทำร้ายมาเยอะแล้ว แต่ความจริงข้างในของเขาเปราะบางนะ พอเขาไม่ได้รับความรักความสนใจ ข้างในเขาไม่ได้รับการเติมเต็ม คุณค่าในตัวของเขาไม่ได้รับการยืนยัน เขาเลยแสวงหาการมีคุณค่าจากการมีอำนาจ การที่คนอื่นยอมรับเขาผ่านการที่เขาไปขู่เข็ญมา ตรงนี้คือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกมีพาวเวอร์ มีจุดยืนในโลกอยู่ ซึ่งเด็กแบบนี้พัฒนาขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ไว้ใจใครง่ายๆ แล้วรู้สึกว่าหากตัวเองทำร้ายใจคนอื่นก่อน คนอื่นก็จะไม่สามารถทำร้ายใจของเขาได้   


อีกแง่หนึ่ง เด็กที่ในวัยเยาว์โดนใช้อำนาจใส่เยอะ โดนสั่ง โดนตะคอก โดนลงโทษด้วยวิธีการที่รุนแรง ทำผิดโดนตีโดนฟาดทันที ไม่มีการให้โอกาส การบังคับและการใช้อำนาจต่อเด็กที่ยังไม่เข้าใจเหตุและผลมีผลลบต่อเด็ก เขาจะไม่ได้เรียนรู้ว่าสิ่งนี้ไม่ควรทำเพราะว่าอะไร มันไม่เหมาะสมยังไง เขารู้แค่ว่าเขาไม่ควรทำสิ่งนี้เพราะเขาจะโดนตี ดังนั้นเขาจึงจะมีแนวคิดติดตัวไปว่าถ้าเขาเห็นใครทำอะไรที่เขาไม่ชอบ เขาจะทำสิ่งที่เขาถูกสอนให้ทำมาตั้งแต่เด็ก นั่นคือการลงโทษ นี่คือการที่เด็กเติบโตมากับความกลัว 


ความรุนแรงไม่ช่วยให้เด็กเรียนรู้อะไรเลยนอกจากความรุนแรง อันนี้เราบอกคุณพ่อคุณแม่เสมอ ว่าถ้าเราตีเขา เขาจะรู้ จะเข้าใจหรือไม่ว่าเรารักเขา และเราต้องการสอน? เขาอาจจะเข้าใจว่าพ่อแม่ต้องการให้เขาหยุดทำพฤติกรรม อันนี้เข้าใจแน่ แต่เขาไม่เข้าใจว่าพฤติกรรมนั้นมันไม่ดียังไง แทนที่เราจะสอนเขาว่าอย่าเอาแก้วไปขูดโต๊ะเพราะมันจะทำให้ของเสียหาย แต่เราฟาดเขาเลย แล้วลูกหยุด แล้วเราไม่สอนอะไรต่อ ความหวังดีต่อลูกของพ่อแม่ก็อาจพลาดจุดเล็กๆ ไป ก็คือการสอนเขาด้วยเหตุผล


สุดท้ายคือเด็กที่อาจเติบโตมากับโรคจิตเวช เกิดได้ทั้งจากกรรมพันธุ์และการเลี้ยงดู รวมถึงสภาพแวดล้อมอีก เด็กบางคนเกิดมาเลี้ยงดูยากหรือเกิดมากับความรุนแรงบางอย่าง เช่น anti-social ตรงนี้ต้องได้รับการช่วยเหลือจากพ่อแม่ และที่สำคัญคือความเข้าใจจากสังคม ถ้าสมมติว่าเขาทำสิ่งใดไม่ได้ 

แล้วให้การสอนแล้วเขารู้สึกขึ้นมาในใจว่าเออ เขาทำได้นี่ เราได้ช่วยให้เขาไม่ต้องเผชิญปัญหาแต่เพียงลำพังแล้วหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวของเขาเอง เด็กเหล่านี้จะมีแนวโน้มในการเติบโตที่จะเข้าใจโลกมากขึ้น แต่ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือตรงนั้น โดนทิ้งไว้พร้อมปัญหาที่เขาแก้เองไม่ได้เรื่อยๆ เขาจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า เขาไร้ความสามารถ สิ่งที่เขาจะทำต่อมาคือเขาจะป่วน ในเมื่อฉันเรียนรู้ไม่ได้ฉันก็จะป่วน อันนี้ก็จะทำให้เขาอาจไปบูลลี่คนอื่น หรือเป็นเป้าคนอื่นมาบูลลี่เขาก็ได้ด้วย


Q

แล้วถ้ามองในอีกมุม คนที่มีทุกอย่างพร้อมหมดแล้วทำไมถึงจะไปบูลลี่คนอื่น

A

คำว่ามีพร้อมในที่นี้อาจจะมองไปถึงวัตถุ แต่เราอาจไม่ได้มองถึงจิตใจของเขาว่าเขายังไม่ได้รับการเติมเต็มหรือเปล่า คุณพ่อคุณแม่มีเวลาให้เขาหรือเปล่า เขาได้รับความรักเพียงพอมั้ย ได้รับการสอนที่เพียงพอหรือเปล่า หรือที่ผ่านมาเป็นการเลี้ยงดูที่พ่อแม่ให้วัตถุ แต่ไม่ได้ปฏิสัมพันธ์ ดังนั้นมันไม่ได้เกิดคุณค่าอะไรในตัวเขา 


เด็กเล่นของเล่นเพราะว่ามันสนุก แต่ว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งเด็กเล่นของเล่นเพื่อจะได้เล่นกับเรา เขาอยากเล่นกับใครสักคน ของเล่นจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมันได้เล่นกับใครสักคน ฉะนั้นถ้าพ่อแม่ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์เลย ของเล่นมันก็แค่วัตถุอย่างหนึ่ง ภายในก็ยังว่างเปล่าอยู่ดี 


กรณีถัดไป การได้รับความรักมากเกินไป คือการโดนสปอยล์ เป็นลักษณะที่ว่าลูกทำอะไรผิดก็ไม่สอน เรารักเขาอย่างเดียว เป็นการรักที่ผิดทาง เป็นการรักที่ทำให้เขาไม่รู้ว่าสิ่งไหนถูกต้อง สิ่งไหนควรทำไม่ควรทำ ซึ่งนำมาสู่ความเอาแต่ใจเพราะเวลาไม่พอใจที่บ้านจะเปลี่ยนตามใจของเขา ดังนั้นถ้าใครที่มาขัดใจเขา เขาก็คิดว่าสังคมหมู่มากก็ควรจะเป็นแบบที่บ้านเขาเป็นสิ เพื่อนไม่ทำตามที่เขาบอกเขาก็จะบอยคอต กรณีนี้ส่วนมากจะไม่ใช่การบูลลี่คนอื่นมากนัก แต่จะเป็นการเอาแต่ใจมากกว่า 


พ่อแม่บางคนอาจเป็นคนที่สับสน รักก็รักมาก แต่พอสอบได้คะแนนไม่ดีก็ลงโทษหนักมาก อันนี้ก็อาจก่อคอนฟลิกต์ในใจ ว่าฉันต้องทำให้ได้อย่างที่พวกเขาหวัง ฉันถึงจะได้ความรัก และถ้าไม่ได้ดังหวังฉันจะโดนลงโทษรุนแรง อันนี้ก็จะเข้าไทป์คนที่โดนลงโทษรุนแรง แล้วจำความคิดนี้ไปลงโทษคนอื่นที่ทำไม่ได้ดั่งใจเขาในอนาคต


ฉะนั้นเรื่องนี้มักไม่เกี่ยวกับฐานะและวัตถุ แต่เป็นเรื่องของพ่อแม่มีเวลาให้เขาหรือเปล่า


Q

พฤติกรรมบูลลี่สามารถแก้ตอนโตได้ไหม หรือว่าจำเป็นต้องแก้ตั้งแต่เด็ก

A

เราควรแก้ตั้งแต่วัยเยาว์ เพราะว่าพัฒนาการของเด็กสมองยังเติบโตไม่เต็มที่ หากเขาได้รู้สิ่งที่ถูกต้องตั้งแต่ตอนนั้นมันทำให้เขาเรียนรู้อย่างยั่งยืนได้มากกว่าตอนเขาโตแล้ว 


ตอนโตเนี่ยถึงจะเรียนรู้ได้ แต่มันอาจไม่ไปถึงการปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพหรือนิสัยของเขา เพราะมันแทบจะเป็นตัวตนของเขาแล้ว ซึ่งถามว่าตัวตนสามารถเปลี่ยนแปลงได้มั้ย ก็ได้ แต่ว่ามันต้องไปกระทบเขามากถึงขั้นที่ทำให้เขารู้สึกว่าต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง ซึ่งถ้าแก้แต่เด็กมันไม่ต้องยิ่งใหญ่มาก แค่ผู้ใหญ่ยื่นมือเข้าไปแล้วช่วยเขาเชปตัวเขาให้เป็นตัวเขาที่มีความสุขโดยไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน


Q

ทำไมบางคนถึงเมินเฉยต่อการเห็นผู้อื่นถูกบูลลี่?

A

เวลาเราเห็นคนโดนบูลลี่สิ่งที่คนเรามักคิดคือ ถ้าเราไม่ช่วยเดี๋ยวคนอื่นก็ช่วยเอง เพราะคนในสังคมมีตั้งมากมาย ถ้าเราสามารถโยนความรับผิดชอบให้คนอื่นแถวนั้นได้เราก็มีแนวโน้มที่จะทำ ยกเว้นว่าคนคนนั้นแน่วแน่จริงๆ ว่าฉันจะช่วยเหลือผู้คน แต่โดยมากคนในสังคมมีมุมมองว่าความรับผิดชอบนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง การที่เราต้องเสียสละเรามักโยนมันให้คนอื่นก่อน เรามองว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา 


และอีกอย่างคือมนุษย์เราต้องวัดค่าว่าการเข้าไปช่วยทำให้เราได้และเสียอะไรไปบ้าง ยิ่งเสียเยอะหรือเสี่ยงเยอะ โอกาสจะช่วยก็น้อย เพราะเราทุกคนเองก็ต่างมีอะไรที่จะเสีย ต้องรับผิดชอบ อาจจะมีลูก มีสามี มีงานที่ต้องรับผิดชอบ เราคงพูดไม่ได้เต็มปากว่าเพราะมนุษย์เห็นแก่ตัว เพราะเราก็มีบทบาทในชีวิตที่ต้องรักษาไว้เช่นกัน 


แต่การไม่ช่วยเองก็มีราคาของมัน การที่เราเพิกเฉยต่อใครสักคนมันก็ย้อนกลับมากระทบใจเราเองเหมือนกัน ถ้าเรามาคิด ว่าเราเคยมีโอกาสช่วยคนคนนั้น แต่เราไม่ช่วยเพราะความกลัวอะไรสักอย่าง แล้วเกิดอะไรขึ้นมากับเขา เราจะแบกรับกับความรู้สึกนั้นได้หรือเปล่า? บางคนอาจรู้สึกเสียใจ หรือบางคนก็รู้สึกว่าทำไมเราถึงเลือกทำอะไรแบบที่เราทำ ราคาของมันเกิดขึ้นภายใน การรับรู้ว่าตัวเองเป็นคนยังไงกันแน่ และเราก็อาจ judge ตัวของเราเอง ฉะนั้นก็ชั่งน้ำหนักให้ดี

การช่วยที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งหากคิดว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้คือ อย่างน้อย ร้องเรียกหรือโทร.หาคนที่มีอำนาจให้มาช่วยได้หรือไม่ 


มีเคสหนึ่งที่ชื่อ Kitty Genovese เรื่องเกิดที่อพาร์ตเมนต์ในนิวยอร์ก ผู้หญิงชื่อ Kitty เขาโดนผู้ร้ายทำร้าย แล้วคนในละแวกนั้นได้ยินเสียงเธอร้อง โดยทั้งหมดในกรณีนั้นมีพยานทั้งหมด 38 คน แต่ไม่มีใครไปช่วยเธอเลย เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็มีคนไปช่วย สรุปว่าวันต่อมา Kitty ก็เสียชีวิต กลายเป็นชื่อปรากฏการณ์ว่า Bystander Effect ที่คิดว่าเวลามีคนจำนวนมากอยู่ในบริเวณเดียวกันเราจะโยนความรับผิดชอบให้คนรอบๆ   


Q

ในกรณีที่ถ้าเราเคยบูลลี่คนอื่นๆ มาก่อน แล้วเรารู้สึกผิดภายหลังเราควรทำยังไง?

A

เราต้องคิดก่อนเลยว่าเราเป็นผู้กระทำเขามา เขาต้องเกิดความกลัว ความโกรธ หรืออาจจะเกลียดต่อเราอยู่แล้ว ดังนั้นอย่าคาดหวังว่าเราจะได้รับการอภัยจากเขา 


แต่เราสามารถคาดหวังว่าเราจะสามารถทำอะไรเพื่อชดเชยให้เขาอย่างจริงใจ อันนี้ควรเป็นเป้าหมาย เช่น ถ้าเราเคยทำร้ายเขา เราต้องขอโทษก่อน ถ้าเขาไม่พร้อมเจอหน้า เราอาจต้องขอโทษผ่านการเขียนเป็นจดหมาย อีเมล หรือการสื่อสารในรูปแบบอื่นๆ มันคือการส่งสัญญาณว่าเราต้องการจะขอโทษจากใจจริงๆ เขาจะระแวงและไม่ไว้ใจเราอยู่แล้ว ถ้าเขายอมที่จะคุยกับเรา การขอโทษครั้งแรกอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาให้อภัยเรา ก็อาจจะต้องถามเขาว่าให้เราช่วยอะไรได้บ้าง หรือชดเชยอะไรให้ได้บ้างหรือเปล่า หรือว่าอาจจะต้องพอแค่ให้เขารับคำขอโทษที่จริงใจจากเราเท่านั้น ถ้าหากว่าเขายอมจะสร้างความสัมพันธ์ใหม่จากที่เคยเป็นบูลลี่กันเปลี่ยนไปสู่การเป็นเพื่อนใหม่ได้ก็คงจะเป็นโชคดีที่สุดแล้ว 


อย่างไรก็ดีการเป็นคนบูลลี่นั้นส่งผลต่อตัวเราเหมือนกัน ความรู้สึกของการเคยบูลลี่จะติดตัวของเราไป เราต้องเป็นคนที่จัดการกับความรู้สึกของตัวเอง อีกฝ่ายจะรับหรือไม่ เราจริงใจที่จะให้คือมากสุดที่เราทำได้


Q

ท้ายที่สุด เราจัดการกับนักบูลลี่ยังไงจึงจะดีที่สุด?

A

อย่างที่ว่าไป นักบูลลี่จะเริ่มบูลลี่เราเมื่อเขารู้สึกว่าเรากระทบกระทั่งและ/หรือคุกคามตัวเขา อย่างแรกที่เราต้องทำคือเริ่มจากเรามองทบทวนตัวเราเองก่อนเลยว่า เราได้ไปทำอะไรเขาจริงหรือเปล่า อย่าเพิ่งสรุปไปเลยว่าเราอยู่เฉยๆ แล้วเขาก็เข้ามาทำร้ายเราเอง มันอาจมีเหตุผลที่ทำให้เขาเข้ามาแบบนั้น 


เมื่อเราพิจารณาแล้วว่าคำพูดและการกระทำของเราไม่ได้ไปทำให้ใครเดือดร้อน เราก็ต้องลองพิจารณาว่าคนคนนี้ไม่ยอมรับอะไรในตัวเรา รูปลักษณ์หรือเปล่า หรือวิธีการคิดเรา แล้ววิธีที่ดีที่สุดต่อจากนั้นคือเราเพิกเฉย ไม่ต้องใส่ใจเอาความคิดและคำพูดของเขามาบั่นทอนคุณค่าในตัวเราเอง 


ทำไมเราถึงไม่ควรตอบโต้โดยตัวเราเองคนเดียว? เพราะการตอบโต้มันคือการเสริมแรง เพราะนักบูลลี่ต้องการความสนใจ เขาต้องการการตอบโต้จากเรา เรายิ่งโกรธ เขาจะคิดว่าสิ่งที่เขาทำมันได้ผล 


แต่ถ้าการบูลลี่ของเขาก้าวเข้ามาในเขตของการคุกคาม เช่น ทำให้เรารู้สึกแย่มากๆ หรือบ่อยครั้งมากๆ ขึ้น เริ่มเกิดความรำคาญ และทำให้เจ็บปวดทางตัวและใจ แนะนำว่าวิธีที่ดีที่สุดคือเราต้องหากรรมการ หรือผู้ที่มีอำนาจตรวจสอบ อาจเป็นการแจ้งความ หรือแม้กระทั่งผู้ที่มีอำนาจ เช่นถ้าเป็นนักเรียนก็แจ้งคุณครู ถ้าเป็นเด็กก็เป็นพ่อแม่ และถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็ปรึกษาทางกฎหมาย 


ที่ควรมีกรรมการเพราะการที่เราตอบสนองด้วยตัวเองบางครั้งเราอาจจะหลุด ปัจจัยอาจอยู่ที่อารมณ์ของเราไม่พร้อมขนาดนั้น การที่มีใครสักคนอยู่ด้วยทำให้เรามีพยานหรือคนที่จะคอยเซฟเราไม่ให้เราทำอะไรที่ทำให้สถานการณ์ไม่โอเคยิ่งขึ้น 


การบูลลี่เนี่ยหากเราไม่สนใจแล้วเขายังทำต่อไป แสดงว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเรา การกระทำของเรา หรือคำพูดของเราแล้ว แต่แรงจูงใจของการบูลลี่มันเป็นทางฝั่งของเขาที่มีปัญหา เราควรให้ความสำคัญกับการหยุดวงจรนี้มากที่สุด   



เพิ่มเติม

บุคลิกภาพต่อต้านสังคม (Antisocial Personality Disorder หรือ ASPD) เป็นความผิดปกติทางจิตรูปแบบหนึ่ง ทำให้ผู้ป่วยมีนิสัยแข็งกระด้าง ก้าวร้าว ไม่เคารพในสิทธิของผู้อื่น มีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรง ซึ่งบุคลิกภาพต่อต้านสังคมมักพบในวัยเด็กหรือวัยรุ่น และส่งผลต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว

 

บุคลิกภาพต่อต้านสังคมมักพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง แต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าปัจจัยทางด้านร่างกายและพันธุกรรม รวมถึงปัจจัยภายนอกด้านการเลี้ยงดูและประสบการณ์ในวัยเด็กต่างก็มีอิทธิพลที่ทำให้เกิดโรคบุคลิกภาพต่อต้านสังคมขึ้นได้

 

อ้างอิง 

Edition, F. (2013). Diagnostic and statistical manual of mental disorders. Am Psychiatric Assoc, 21.

Author

TASSANA PUTTAPRASART

Content Creator

Related Stories

จาก Jacquemus สู่เสื้อแหวกอกของโอลีฟ สิ่งที่เห็นไม่ใช่แค่นม แต่คือตำรวจศีลธรรมแบบไทยๆ

culture

จาก Jacquemus สู่เสื้อแหวกอกของโอลีฟ สิ่งที่เห็นไม่ใช่แค่นม แต่คือตำรวจศีลธรรมแบบไทยๆ

MIRROR'sGuide