LadyMirror รู้ทุกเรื่องของผู้หญิง | แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ บิวตี้ ความงาม และอื่นๆ

Manels: All Male Panels of Burma เสียงผู้หญิงอยู่ไหน? ในบทสนทนาประชาธิปไตยเมียนมา

นี่คือเรื่องราวจากการพูดคุยกับ ‘หญิงหลาว นวนโหว’ นักเคลื่อนไหวในเมียนมา ที่มองว่าการต่อสู้กับเผด็จการไม่อาจแยกจากการต่อสู้กับชายเป็นใหญ่ไปได้ 

“คุณไม่มีความสามารถที่จะหาผู้หญิงมาร่วมบทสนทนาได้แม้แต่คนเดียวเหรอ แล้วจะนำพาประเทศชาติไปถึงอิสรเสรีได้ยังไง” 

ความอดรนทนกลั้นที่เพาะบ่มมานานส่งผ่านมากับน้ำเสียงที่ดังและฟังชัด – ชัดถึงเจตนารมณ์ในการจัดนิทรรศการ “A (p) manel a day keeps democracy away” (แมเนลวันละเวที ยิ่งห่างไกลประชาธิปไตย) โดยสันนิบาตสตรีพม่า (Women's League Of Burma – WLB) และสถาบันสาละวินเพื่อนโยบายสาธารณะ (Salween Institute for Public Policy – SI) ณ ลานดินและลานประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 5-8 มีนาคมที่ผ่านมาเนื่องในโอกาสวันสตรีสากล นิทรรศการนี้นับว่าเป็นการหยิบยกประเด็นความไม่เท่าเทียมกันของชายหญิงในวงเสวนาที่จัดขึ้นในสังคมเมียนมา มาพูดในที่สาธารณะเป็นครั้งแรก 

เมียนมาเป็นประเทศที่ตกอยู่ใต้การปกครองโดยเผด็จการทหารมาอย่างยาวนาน ช่วงสิบที่ผ่านมาเมื่อเริ่มเปิดประเทศ สถานการณ์การเมือง ‘ดูเหมือน’ จะดีขึ้น แต่การยึดอำนาจโดยคณะรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อปี 2564 ได้ดับฝันของผู้คนถึงวันที่ดีกว่า โดย Freedom House ให้คะแนนเสรีภาพในเมียนมาปีล่าสุดแค่ 5 คะแนนจากเต็ม 100

ทว่าในวันที่ระเบียบสังคมถูกเขย่า และหลายฝ่ายต่างมุ่งมั่นจะออกแบบสังคมใหม่ ใครกันจะที่จะมีโอกาสได้พูด ได้ส่งเสียง หรือนำเสนอความเห็นสู่สังคม หรือว่าจะมีแต่ “ผู้ชาย” เมื่อวงเสวนาหลายร้อยเวทีที่วาดภาพถึงอนาคตของประเทศกลับมีแต่ผู้พูดเป็นผู้ชาย ผู้ชาย และผู้ชาย

ท่ามกลางมืดหมองของท้องฟ้าเดือนมีนาคมที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันคลุมคลุ้งทั่วเมือง เรานัดหมายพูดคุยกับผู้จัดนิทรรศการ – หญิงหลาว นวนโหว ที่มีนามสกุลพ่วงมาด้วยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการสถาบันสาละวินเพื่อนโยบายสาธารณะ สมาชิกคณะกรรมการเครือข่ายปฏิบัติงานสตรีไทใหญ่ (SWAN) ที่ปรึกษาด้านเทคนิคของสันนิบาตสตรีพม่า และผู้มากความสามารถที่อยู่เบื้องหลังฉากการเมืองเมียนมาที่คอยผลักดันนโยบายสาธารณะและกระบวนการสร้างสันติภาพในประเทศมานาน นับนิ้วดูก็ร่วมทศวรรษ 

บทสนทนาเริ่มขึ้นในยามสนธยาหลังเราเปิดเครื่องดื่มเย็นๆ มาเคล้าไปกับเรื่องราว ที่เราก็ไม่รู้ว่าจะนำพาอุณหภูมิไปทิศทางไหน 

Manel เมื่อเวทีนี้มีแต่ชาย

ผู้ริเริ่มก่อร่างสร้างงานออกตัวว่า manel ซึ่งเป็นคำสำคัญของนิทรรศการนี้ ไม่มีความหมายในพจนานุกรมไหน และไม่ใช่คำที่เธอคิดค้นขึ้นมาใหม่ แต่ได้ยืมมาใช้เพื่ออธิบายถึงลักษณะของ all male panels หรือวงเสวนาที่มีแต่ผู้ชายมาร่วมแลกเปลี่ยนกัน 

ความอัดอั้นต่อสิ่งที่เห็นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นแต่เธอสังเกตเห็นความผิดปกตินี้มาสักระยะ จนช่วงที่โรคโควิด-19 กำลังระบาดไปทั่วมุมโลกและผู้คนต้องหันมาพบปะพูดคุยกันในโลกออนไลน์เป็นหลัก ภาพโปสเตอร์วงเสวนามีผู้ชายเรียงรายร่อนทั่วโซเชียล เธอปักหมุดหมายเก็บรวบรวมจำนวนวงเสวนาชายล้วนเข้าคลังข้อมูลอย่างจริงๆ จังๆ ตั้งแต่ช่วงใกล้เลือกตั้งที่เมียนมาราวพฤศจิกายน 2563 ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่สำคัญ ที่ผู้คนพูดคุยกันถึงทิศทางประเทศข้างหน้า จนถึงกุมภาพันธ์ 2566 จากสเตตัสและประชาสัมพันธ์วงเสวนาและวงประชุมออนไลน์ชายล้วนที่มาแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับประเด็นสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ฯลฯ ในเมียนมาที่ผ่านตาตามหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวเท่านั้น ตลอด 3-4 ปี ที่ผ่านมา เธอรวบรวมได้ 158 วง มีผู้ร่วมเสวนาชายล้วนทั้งหมด 364 คน 

“คุยเรื่องประชาธิปไตยเราก็อยากให้ทุกคนมีโอกาสที่จะมาเสนอแนะ มาแลกเปลี่ยนความคิดมุมมองต่างๆ เราอยากให้มันเป็นพหุสังคม อยากให้มีความคิดต่างๆ เพื่อที่จะเอามาวิเคราะห์ แลกเปลี่ยน และจะได้หาทางเลือกที่ดีที่สุดได้ ถ้ามุมมองของเรามันไม่ครบถ้วนแปลว่าข้อมูลของเราไม่ครบถ้วน การวิเคราะห์ที่ออกมามันจะไม่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง เพราะฉะนั้นมัน (วงเสวนาชายล้วน) ไม่ได้ช่วยอะไร” 

หญิงหลาวบอกว่า ทุกการแลกเปลี่ยนเพื่อหาทางออก โดยเฉพาะประเด็นของประชาธิปไตย จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรับฟังเสียงที่หลากหลายเพราะในสังคมมีทั้งหญิง ชาย และเพศต่างๆ อีกมากมาย เราต้องมาแลกเปลี่ยนรับฟังกันว่าทำไมมุมมองเราถึงเห็นเหมือนหรือต่างกัน ไม่ใช่ฟังแต่เสียงผู้ชายพูดอย่างเดียวเพราะนั่นเป็นเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของสังคม นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงมิติอื่นๆ รวมทั้งอายุด้วย และหากพูดถึงสถานการณ์ของประเทศเมียนมที่มีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ก็ต้องมีมุมมองของชาติพันธุ์กลุ่มต่างๆ เสียงชัดถ้อยชัดคำย้ำว่าถ้าคุยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเทศ แต่มีผู้ชายพม่า (ชาติพันธุ์บะหม่า – ชาติพันธุ์หลักที่อยู่ใจกลางประเทศ) 4 คนมานั่งคุยกันก็คงได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนแน่นอน และหากคุยเรื่องของศาสนาจะคุยแต่มุมของศาสนาพุทธอย่างเดียวมันก็ไม่พอเพราะสังคมเมียนมามีความหลากหลายมากกว่านั้น 

“คนส่วนมากเขาไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องนี้มากมายเท่าไหร่ เราคนเดียวแบบซีเรียสโวยวายอยู่นั่นแหละในเฟซบุ๊กของตัวเอง พอเราคุยไปคุยมาคนบางคนก็เริ่มตั้งคำถามกับเราว่ามันเยอะขนาดนั้นจริงๆ เหรอ มันไม่เยอะมากมั้งแค่บางครั้งบางคราวหรือเปล่า เราก็เลยรวบรวมข้อมูลมาให้เห็น”

ขณะเดียวกันเธอก็ต้องรณรงค์สร้างความเข้าใจใหม่ให้กับคนใกล้ตัว โดยเฉพาะเพื่อน รุ่นพี่ที่เคารพนับถือ ซึ่งบางคนก็เป็นไอดอลในการทำงานพัฒนาสังคม แต่กลับตกม้าตายด้วยเรื่องความไม่ละเอียดอ่อนเชิงเพศสภาวะจากที่เคยเข้าร่วมวงเสวนาชายล้วน ซึ่งแน่นอนว่าเธอรู้สึกเสียใจและผิดหวัง แต่เพราะด้วยความเคารพกันฉันมิตรและเข้าใจว่าผู้ชายเหล่านั้นไม่ได้เป็นคนที่ถูกเลือกปฏิบัติ เลยไม่ได้มีความละเอียดอ่อน ไม่ได้สังเกต ไม่รู้ว่ารุ่นน้องของเขาที่เป็นผู้หญิง หรือแม้แต่แฟน ลูกสาว พี่สาวของพวกเขาถูกเลือกปฏิบัติ จึงทำให้เธอกล้าที่จะพูดคุยตรงๆ ว่าการทำแบบนี้ไม่ถูกต้อง ชี้ให้เห็น อธิบายให้เข้าใจ ว่าหากไม่มีผู้หญิงเข้าร่วมก็ไม่ควรไป ซึ่งหลายคนก็เปลี่ยนพฤติกรรมและไม่เข้าร่วมงานที่มีแต่ผู้ชายล้วนอีกเลย

เปิดเวทีให้ผู้หญิงอย่างไร้ข้ออ้าง

แต่ทางที่หญิงหลาวเลือกเดินไม่ได้มีแต่กลีบกุหลาบ สารพัดข้ออ้างถูกสาดกลับมาโต้แย้ง อย่างการหาผู้หญิงที่มาคุยประเด็นที่จัดไม่เจอหรือเพราะไม่ได้ทำงานกับกลุ่มผู้หญิงเป็นประจำเลยไม่รู้ว่าผู้หญิงคนไหนชำนาญเรื่องอะไร 

“ไม่เจอหรือไม่ได้หา” คือคำตอบทันทีทันใด ก่อนหญิงหลาวจะยกข้อมูลมาอธิบายให้ฟังว่า “เรามักจะได้รับข้ออ้างนี้เป็นประจำ เราก็เลยจัดการหาข้อมูลให้” โดยมี Institute for Strategy and Policy – Myanmar (ISP – Myanmar) องค์กรภาคประชาสังคมเมียนมาสืบค้นรวบรวมรายชื่อและประวัติผู้หญิง 674 คน จาก 14 รัฐและภาคของพม่า เกี่ยวกับหัวข้อ 5 หัวข้อ (การเมือง เศรษฐศาสตร์ ที่ดินและสิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และเรื่องสังคมและปัญหาสังคมต่างๆ) ซึ่งผู้หญิง 674 คนนี้ก็เป็นตัวแทนขององค์กรต่างๆ ที่เคลื่อนไหวอยู่ในเมียนมา เช่น พรรคการเมือง กองทัพกู้ชาติของชาติพันธุ์ต่างๆ รัฐสภา รัฐบาล กองทัพพม่า ตัวแทนกลุ่มผู้หญิง กลุ่มเยาวชน ทำงานเกี่ยวกับด้านสาธารณสุข ฯลฯ แล้วเผยแพร่เป็นฐานข้อมูลสาธารณะ “คุณไปค้นหาเลยคุณหาเจอแน่นอน แต่ถ้าคุณไม่ได้มุ่งมั่นจริงๆ แล้วคุณไม่ได้ไปค้นหายังไงคุณก็ไม่เจอ” 

อย่างไรก็ตามหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 2564 ก็ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น ข้อมูลโปรไฟล์ผู้หญิงข้างต้นไม่ได้เผยแพร่ในเว็บไซต์สาธารณะอีก และจากเดิมที่เสรีภาพในการพูดค่อนข้างอิสระผู้หญิงไม่ต้องเป็นห่วงหรือกังวลว่าไปเข้าร่วมการเจรจาการเสวนาไหนแล้วจะถูกจับหรือเปล่า ต่างกับสถานการณ์ในตอนนี้ที่ไม่มีอะไรมารับรองความปลอดภัยได้เลยเพราะฉะนั้นผู้หญิงที่สามารถเป็นผู้แลกเปลี่ยนในวงเสวนาได้จึงถูกจำกัดลง

การเชิญผู้หญิงมาร่วมแล้วแต่ผู้หญิงไม่มาหรือบางครั้งบางคราวก็เกิดเหตุฉุกละหุกทำให้ผู้หญิงที่ถูกเชิญมีความจำเป็นต้องยกเลิกงานในวินาทีสุดท้ายก็เป็นอีกประเด็นที่มักถูกยกมาอ้าง “เวลาเขาพูดแบบนั้นเราจะมีคำตอบ 2 เรื่อง ข้อแรกคุณไปถามเขาไหมว่าทำไมเขายกเลิก เขามักจะตอบว่าไม่รู้ไม่ได้ถาม เพราะคุณไม่ได้แคร์ไม่ได้อยากให้เขามาพูดแต่แรกไง คุณแค่เชิญมาแบบเสร็จแล้วเสร็จไป ถ้าคุณอยากได้เขามาพูดจริงๆ ควรจะสนใจว่าทำไมเขาต้องยกเลิก” ซึ่งในกลุ่มผู้หญิงเองก็หยิบเรื่องนี้มาแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน เช่น พวกเธอให้เหตุผลว่าตอนแรกที่ตอบรับเพราะว่าไม่ได้ติดธุระอื่นใด แต่คืนก่อนงานลูกไม่สบาย งอแง และไม่สามารถหาพี่เลี้ยงมาดูแลแทนได้ เธอจึงจำเป็นต้องยกเลิก เพราะหากอุ้มลูกไปร่วมงานเสวนาก็จะถูกว่าเป็นการรบกวนบ้าง ไม่เคารพงานเขาบ้าง ซึ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงยังมีหน้าที่ของแม่และเมีย หน้าที่ทางบ้านที่พวกเธอต้องดูแลเพิ่มไปจากงานนอกบ้าน 

“คุณเคยเห็นผู้ชายยกเลิกงานเพราะไม่มีคนช่วยเลี้ยงดูเด็กไหม” หญิงหลาวโยนคำถามที่ทำให้เราต่างพยักหน้าครุ่นคิด 

เธอเสนอแนวทางว่าผู้จัดจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงประเด็นนี้เพิ่มเติม และควรถามผู้ร่วมเสวนาตั้งแต่แรกว่ามีอะไรที่ทางผู้จัดต้องคำนึงเพื่อจะได้เตรียมพร้อม เช่น มีเด็กมาร่วมงานด้วยไหม มีพี่เลี้ยงมาด้วยไหม เราหางบช่วยผู้หญิงจ้างคนดูแลมาช่วยดูลูกได้ไหม เราอาจจะต้องคิดเผื่อและดูแลเรื่องเหล่านี้ด้วย และหากผู้จัดเชิญผู้หญิงมาร่วมงานตั้งแต่แรกมากกว่า 1 คน ทางผู้จัดก็จะไม่มีปัญหาเรื่องที่ไม่มีผู้หญิงเข้าร่วมวงเสวนา “พอคุณทำทุกสิ่งทุกอย่างแล้วสุดท้ายแล้วยังไงคุณก็หาผู้หญิงไม่เจอ คุณจะต้องเริ่มตั้งคำถามแล้วว่าการเสวนาแบบนี้ควรจะมีหรือเปล่า มันไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรกับสังคมเลย ไม่ควรจะมีฉะนั้นคุณก็ยกเลิกหรือเลื่อนออกไปเพราะคุณหาผู้หญิงไม่เจอ” หญิงหลาวย้ำถึงความจำเป็นของการมีส่วนร่วมของผู้หญิงอีกครั้ง 

อย่าเชิญผู้หญิงแค่เพียงประดับหิ้ง

“เชิญผู้หญิงมาร่วมเสวนาเพราะอยากให้มีผู้หญิงก็เป็นปัญหาอีกเรื่องนึง” 

เธอนิ่งเว้นจังหวะหายใจก่อนจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ส่วนตัวตอนที่มีสื่อติดต่อมาขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง การร่างรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2562 ฯลฯ เพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิง “เพราะเราเป็นผู้หญิงเนี่ยมันมีปัญหา คุณเคยคิดที่จะสัมภาษณ์ผู้ชายคนหนึ่งเพราะเขาเป็นผู้ชายไหม ทำไมคุณไม่คิดว่าคุณอยากจะสัมภาษณ์เราเพราะว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ ชำนาญเรื่องนี้ เรียนมาด้านนี้ เป็นนักวิชาการเกี่ยวกับอันนี้ เราทำงานอันนี้เป็นประจำ เราวิเคราะห์เรื่องนี้เป็นประจำ เรารู้เรื่องนี้ เราพูดได้ เราสามารถ แต่เขาไม่ได้เอาตัวนั้นมาเป็นประเด็น เขาแค่เอาตัวที่ว่าความเป็นหญิงของเรา เพราะเราเป็นผู้หญิงเขาก็เลยอยากจะสัมภาษณ์ หรือไม่ก็อยากจะให้เราไปร่วมในงานเสวนา” 

“เราก็ถามต่อไปว่าผู้ชาย 2 คน 3 คนที่จะร่วมเสวนากับเรา เขาจะพูดคุยในมุมมองของผู้ชายเหรอถึงคาดหวังให้เราพูดคุยในมุมมองของผู้หญิง อันนี้ข้อที่ 1 พอเราถามไปแบบนั้น นักข่าวรุ่นน้องส่วนมากเขาก็ไม่รู้จะทำยังไง เขาก็เลยพยายามจะแก้ไขสถานการณ์โดยการพูดว่าเพราะพี่เป็นฉาน (ไทใหญ่) ด้วย อยากได้มุมมองของฉาน เวลาเขาพูดมาแบบนั้นเราก็จะถามต่อไปว่าถ้าอย่างนั้นผู้ชาย 3 คนที่จะมาร่วมเสวนากับเรา (เป็นพม่าทั้ง 3 คน) เขาจะพูดคุยในมุมมองของพม่าเหรอ”

เธออธิบายถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่าคล้ายกันกับการตั้งค่าตัวเลือกอัตโนมัติในคอมพิวเตอร์ (default) ที่มุมมองของคนส่วนใหญ่ในสังคมจะเป็นค่าตั้งต้น แล้วมุมมองอื่นๆ จะเป็นแค่ส่วนเสริม มุมมองของผู้ชายก็คือมุมมองตั้งต้นแล้วมุมมองของผู้หญิงก็คือแค่ตัวเสริม 

“ทำไมคุณไม่มาชวนเราเข้ามาร่วมในการเจรจานี้เพราะว่าเราเคยเป็นสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญของรัฐฉาน สมาชิกร่างรัฐธรรมนูญสหพันธรัฐของทั่วประเทศพม่า ไปเรียนมาในด้านนี้โดยเฉพาะ ตอนนี้ทำงานอยู่ในสถาบันเกี่ยวกับการวิเคราะห์พวกนี้ แล้วก็ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด เป็นหนึ่งในคนที่รู้เรื่องที่จะแลกเปลี่ยนได้ ถ้าพวกนี้คือเหตุผลที่คุณอยากให้เราไปร่วมการเสวนาของคุณเราจะไป แต่ถ้าเหตุผลของคุณคือเพราะเราเป็นผู้หญิงหรือว่าเพราะเราเป็นฉานเราไม่ไป”

แม้จะฟังดูย้อนแย้งที่อยากให้มีผู้หญิงร่วมวงเสวนาพอถูกเชิญกลับปฏิเสธ แต่เพราะเธอขบคิดและมองทะลุกำแพงที่กีดกันเพศสภาพแบบปรุโปร่ง การเชิญผู้หญิงมาเสวนาเพียงเพราะแค่เขาเป็นผู้หญิงจึงไม่เพียงพอ “เราอยากจะให้คุณเห็นด้วยว่านอกจากเขาเป็นผู้หญิงแล้วเขารู้เรื่องนี้ เขามีความสามารถ เขาเรียนมา เขาทำงานพวกนี้ เขาวิเคราะห์ เขารู้ เขามีมุมมอง เขามีข้อมูลที่จะมาแลกเปลี่ยนกับคุณ ไม่ใช่แค่ความเป็นหญิง เราจะต้องมีความอ่อนไหวทางเพศสภาพและชาติพันธุ์ แล้วเวลาเราพูดคุยเรื่องผู้หญิงแบบนี้มันเป็นมุมมองของผู้หญิงเพราะเราเป็นผู้หญิงไง เป็นมุมมองของเรา แต่ว่ามุมมองของเราเนี่ยมันเป็นสำหรับสังคม มันไม่ใช่สำหรับแค่ผู้หญิง มุมมองของเราที่เป็นฉานมันเป็นสำหรับประเทศไม่ใช่แค่สำหรับฉาน ถ้าเขามาเชิญโดยเน้นจุดที่ว่าเราเป็นผู้หญิง เราเป็นฉาน มันทำให้คนเขาคิดว่าเราอะสนใจแค่เรื่องผู้หญิงหรือว่าเรื่องฉาน คนที่เขาไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่จะเห็นว่าเราใจแคบ มุมมองแคบ เห็นแค่เรื่องผู้หญิง เห็นแต่แค่เรื่องฉาน อันนี้เราไม่ชอบ”

เมื่อพูดถึงความรู้ความสามารถ แม้เมียนมาจะเคยประสบปัญหาการเข้าถึงการศึกษา โดยเฉพาะผู้หญิงที่มักจะมีโอกาสน้อยกว่าผู้ชาย ทำให้เกิดข้อกังขาต่อความรู้ความสามารถของผู้หญิงเมียนมาในปัจจุบัน แต่จากรายงานของ UNESCO แสดงให้เห็นว่าเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่เข้าถึงการศึกษานั้นมีแนวโน้มมากกว่าในทุกระดับ โดยมีผู้หญิงสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมปลาย 34.2% เทียบกับผู้ชายมี 25.7% ช่วงสิบที่ผ่านมาเมื่อเริ่มเปิดประเทศผู้หญิงเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีล่วงหน้า 65.2% ในระดับปริญญาโท 80.5% และปริญญาเอกมากถึง 80.8% เมื่อเทียบกับผู้ชาย แต่โอกาสและพื้นที่ของผู้หญิงในการมีส่วนร่วมทางการเมืองหรือการตัดสินใจในระดับสูงก็ยังถูกบีบอัดอยู่ในชายขอบของสังคม 

“การที่เราตั้งคำถามว่าผู้หญิงมีความสามารถจะมาเป็นสปีกเกอร์หรือเปล่า พวกเราเคยถามไหมว่าผู้ชายพวกนั้น 300 กว่าคนเนี่ยเขาสามารถอะไรบ้าง เขาทำงานอะไรบ้าง เราไม่เคยถามเลย เวลาเราเสนอผู้หญิงแล้วทุกคนจะถามว่าเขาทำอะไรมาเหรอ เขาไปเรียนที่ไหนมาเหรอ คุณเคยหยุดแล้วคุณเคยถามไหมว่าผู้ชายคนนี้เขาไปเรียนที่ไหนมา ทำงานอะไร เชี่ยวชาญอะไร คุณยังไม่ได้ถามแต่คิดไปแล้วว่าผู้ชายคนนี้รู้เรื่อง และทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ถามยังไม่รู้เรื่องอะไรเลยคุณก็คิดไปเลยว่าผู้หญิงคนนี้ไม่รู้เรื่อง” และไม่เพียงแต่เป็นคำถามที่ออกมาจากปากของผู้ชาย แต่ผู้หญิงด้วยกันก็มี ซึ่งหญิงหลาวบอกว่าเป็นเพราะผู้หญิงจำนวนไม่น้อยได้ซึมซับการกดขี่เหล่านี้ เขาถูกกระทำมาโดยตลอดเลยคิดว่านี่คือเรื่องปกติธรรมดาเลยไปทำกับคนอื่นต่อด้วยโดยไม่รู้ตัว

เมียนมาเปิดกว้างให้ผู้หญิง?

“แต่ประเทศเรามีอองซาน ซูจี เป็นผู้นำผู้หญิงนะ” คือเสียงของชายหนุ่มจากย่างกุ้งที่มาร่วมงานนิทรรศการ (อองซาน ซูจี มีบทบาททางการเมืองเมียนมาตั้งแต่ช่วงปี 2531 และขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศช่วงปี 2559-2564 เธอกลายเป็นหน้าเป็นตาของประชาธิปไตยที่ชาวเมียนมาใฝ่ฝัน  ภาพของเธอปรากฏอยู่ตามรอยสักบนร่างกายและป้ายที่ชูในม็อบต้านกองทัพทหารทุกวันนี้) 

“แล้วไง เขาเป็นลูกสาวของพลเอกคนที่ก่อตั้งประเทศ เป็นอีลีท เป็นไฮโซ เรียนจบมาจากอินเดีย จากออกซ์ฟอร์ด ชีวิตไม่เคยลำบากนอกจากต้องถูก house arrest (การถูกคุมขัง กักบริเวณในบ้าน) เขาจะรู้ความลำบากของผู้หญิงชนเผ่าต่างๆ ได้ยังไง มีเขาแค่คนเดียวแล้วเขาเป็นตัวแทนของผู้หญิงทั่วประเทศเราเหรอ เหมือนกับที่บอกว่า โอบามาเป็นประธานาธิบดีของอเมริกา เพราะฉะนั้นเรื่องการแบ่งแยกสีผิวไม่มีละ มันคือตรรกะเดียวกันซึ่งเป็นตรรกะที่บัดซบ” หญิงหลาวตอบแบบไม่ลังเล เน้นว่าเสียงของผู้หญิงต้องหลากหลายไม่ใช่ว่ามีผู้หญิงหนึ่งคนแล้วจะแทนเสียงของผู้หญิงทั้งหมดได้ 

เช่นเดียวกันกับการมีรัฐมนตรีผู้หญิงอยู่ในกระทรวงต่างๆ ก็ไม่ได้สื่อถึงความก้าวหน้าใดๆ ในเมื่อผู้หญิงได้อยู่แค่ในกระทรวงที่มีอิทธิพลไม่มากนัก เสียงดังรักษาระดับกล่าวต่อว่า “หรืออย่างตอนนี้ NUG (รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ - รัฐบาลพลเรือนที่ก่อตั้งขึ้นมาหลังรัฐประหารในเมียนมา 2564) ในกระทรวงการต่างประเทศก็มีผู้หญิงใช่ไหม แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นแค่ผู้หญิง แต่คุณต้องมีความเป็นเฟมินิสม์ (แนวคิดที่พูดถึงความเท่าเทียมทางเพศ หรือบางที่แปลว่าแนวคิดแบบสตรีนิยม) ด้วย”

มองผิวเผินเหมือนว่าผู้หญิงเมียนมาจะมีโอกาสทั้งการศึกษาและตำแหน่งแห่งที่ทางสังคม ในมิติทางกฎหมายเองก็เหมือนว่าหญิงชายต่างก็มีสถานะเท่าเทียมกัน โดยในรัฐธรรมนูญเมียนมาฉบับปี 2551 ที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน หมวดที่ 8 เรื่องพลเมือง สิทธิและหน้าที่ขั้นพื้นฐานของพลเมือง มาตรา 348 ระบุว่า สหภาพจะต้องไม่เลือกปฏิบัติต่อพลเมืองของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา บนฐานของความแตกต่างด้านเชื้อชาติ ถิ่นกำเนิด ศาสนา ตำแหน่ง สถานะ วัฒนธรรม เพศ และความมั่งคั่ง, มาตรา 349(b) ระบุว่า พลเมืองมีสิทธิ์ที่จะได้รับโอกาสอันเท่าเทียมกันในการประกอบอาชีพ, มาตรา 350 ระบุว่า ผู้หญิงจะได้รับสิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนเช่นเดียวกับผู้ชาย ในส่วนที่เกี่ยวกับงานซึ่งมีความคล้ายคลึงกัน และมาตรา 352 เมื่อมีคุณสมบัติตามที่กำหนดแล้ว สหภาพมีสิทธิ์แต่งตั้งหรือมอบหมายหน้าที่ให้ข้าราชการพลเรือน โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือต่อต้านพลเมืองของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา บนฐานของความแตกต่างด้านเชื้อชาติ ถิ่นกำเนิด ศาสนา และเพศ อย่างไรก็ตามไม่มีข้อกำหนดใดในมาตรานี้ที่จะขัดขวางการแต่งตั้งผู้ชายให้ดำรงตำแหน่งที่เหมาะสมกับผู้ชายเท่านั้น 

แต่ในทางปฏิบัติจริงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้หญิงเมียนมาอย่างมากที่จะได้สิทธิข้างต้นอย่างเต็มที่ หญิงหลาวชี้ให้เห็นประเด็นในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนโดยเฉพาะเรื่องตำแหน่งอันสมควรแก่แค่ผู้ชายว่า “เราเคยไปถามนักการเมืองผู้ชายว่าลิสต์ออกมาได้ไหม มีอาชีพอะไรบ้างที่แค่ผู้ชายทำได้ ยิงปืนหรือเปล่า ผู้หญิงยิงปืนเป็นไม่เป็นเนี่ยมันไม่ได้เกี่ยวกับการเป็นหญิงเป็นชาย มันเกี่ยวกับเขามีการอบรมให้หรือเปล่า ผู้หญิงขับรถถังเป็นหรือเปล่าเนี่ยมันไม่ได้เกี่ยวกับการเป็นหญิงเป็นชาย มันเกี่ยวกับว่าเขาเคยได้รับการอบรมขับรถถังหรือเปล่า ซึ่งมันเป็นเรื่องการฝึกอบรม ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดมาพร้อมคุณหรือเพศสภาพของคุณเลย”

กระทุ้งท้วงมูฟเมนต์ประชาธิปไตย (แบบชายๆ)

ภายในนิทรรศการที่มีข้อมูลสถิติแต่ละปีและโปสเตอร์ตัวอย่างวงเสวนาชายล้วนเรียงรายกับทะเมงน์ หรือผ้าซิ่นผู้หญิงหลากลวดลายจากหลายชาติพันธุ์ถูกหยิบชูกลายเป็นธง 12 ผืน ตามจำนวนองค์กรภายใต้สันนิบาตสตรีพม่า (WLB) ตั้งตระหง่านอยู่กลางงาน ก็ทำให้บางคนรู้สึกอึดอัดขัดข้องใจ 

“เหตุผลที่เขา offended (ไม่พอใจ ขุ่นเคือง) กับเหตุผลที่เรา offended คงไม่เหมือนกันเนาะ เหตุผลที่เขา offended อาจจะมองว่าทำไม extreme (มากหรือแรงเกินไป) มากเลยอะ คุณไม่สามารถคำนวณงานทุกงานการเสวนาทุกเสวนาได้ ซึ่งเราคิดว่าแค่วงชายล้วนวงเดียวก็ถือว่ามากพอแล้ว ไม่ใช่ว่ามี 150 กว่าวง หรือว่า 2 หรือว่า 300,000 วง มันไม่ได้เกี่ยวกับจำนวนนับแต่มันเกี่ยวกับความหมายที่เราสื่อสารออกไปกับประชาชนกับคนส่วนมากกับคนรุ่นหลังรุ่นน้องรุ่นลูกรุ่นหลานของเราว่าผู้ชายมีความสามารถผู้หญิงไม่สามารถก็เลยไม่ถูกเชิญมาเจรจาเสวนาแบบนี้”

หรือบางคนก็บอกว่าในวงเสวนาชายล้วนที่ผู้จัดนิทรรศการกล่าวอ้างนั้น บางคนเขาไม่ใช่ผู้ชายเขาอาจจะเป็น LGBT+ ไปตัดสินเขาได้ยังไงว่าเขาเป็นผู้ชาย ซึ่งหญิงหลาวบอกว่า “งานนี้เราไม่ได้คุยเรื่อง sexual orientation (รสนิยมทางเพศ) เราคุยเรื่อง gender (เพศสภาพ) การที่เขาไม่เปิดตัวมันเป็นเรื่องของเขา แล้วเราก็ไม่ได้ไปบังคับให้เขาเปิดตัวด้วย ถ้าเกิดตราบใดที่เขายังไม่เปิดตัวเราก็จะถือว่าเขาเป็นผู้ชายเพราะว่าเขาอยากจะให้เราถือว่าเขาเป็นผู้ชาย นี่ไม่ใช่ปัญหาของเราแต่เป็นปัญหาของพวกเขา”  

ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังทราบมาว่ามีผู้ชายที่ขู่ว่าหากเขาพบเจอภาพของเขาในนิทรรศการนี้เขาจะดำเนินการฟ้องร้องผู้จัดงาน ซึ่งหญิงหลาวบอกว่าจะด้วยข้อหาอะไรนั้นเธอไม่แน่ใจ แต่เธอแสดงความเห็นต่อกรณีนี้อย่างมั่นใจว่าอยากถูกฟ้อง ไม่ใช่เป็นการท้าทาย แต่เพราะอยากให้เรื่องนี้เป็นประเด็นถกเถียงในสังคมวงกว้างมากขึ้น 

ในบรรดาข้อโต้แย้งหรือข้อวิพากษ์วิจารณ์นิทรรศการและความพยายามของเหล่าผู้หญิงที่ออกมาเรียกร้องสิทธิ์ที่ร้ายแรงสุดดูเหมือนจะเป็นเรื่องของการทำให้เสียขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งที่ไทยเองก็มีวาทกรรมแนวนี้หลังนักเคลื่อนไหวชายในกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยล่วงละเมิดผู้หญิงอยู่หลายกรณี 

“มีคนมาว่าเราว่า distracting the movement from the real fight การต่อสู้ที่จริงก็คือเราต้องต่อสู้ทหารพม่าเราต้องต่อสู้เผด็จการไม่ใช่เรื่องพวกนี้ เราก็บอกว่าการที่คุณคิดว่าผู้ชายเป็นใหญ่แล้วคนเริ่มทำอะไรพวกนี้มันก็เป็นการต่อสู้กับเผด็จการเหมือนกัน เป็นเผด็จการชนิดหนึ่งเหมือนกันเราก็ต้องต่อสู้กับเรื่องนี้ด้วย แล้วเขาก็บอกว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา เราต้องต่อสู้กับเผด็จการก่อน เสร็จแล้วถ้าเรามีประชาธิปไตยเรื่องพวกนี้มันจะแก้ไขของมันเอง เราก็บอกว่าเราก็เคยมีมาแล้วนี่ประชาธิปไตยครึ่งๆ กลางๆ อะ 10 ปีมาแล้วมันก็ไม่ได้แก้อะไร แค่ประชาธิปไตยอย่างเดียวมันจะไม่แก้ปัญหาอะไรเลย” หญิงหลาวเล่าถึงกรณีที่มีคนจากเพื่อนร่วมชาติค้านการเคลื่อนไหวของพวกเธอ 

ความพยายามต่อต้านกับเผด็จการทุกรูปแบบที่กดทับความงอกงามของประชาธิปไตยเมียนมา โดยเฉพาะอำนาจเหนือกว่าของผู้ชายเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความพยายามที่จะลบล้างความเชื่อเกี่ยวกับทะเมงน์ว่าเป็นของสกปรก หญิงหลาวเล่าว่า WLB ใช้ผ้าซิ่นรณรงค์มาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2546 มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เอาลายผ้าซิ่นมาเป็นภาพปกหนังสือ ในตอนนั้นผู้ชายหลายคนแทบไม่กล้าจับหนังสือเล่มนั้นเลย เพราะเชื่อเรื่องพงกันอย่างแข็งขัน ซึ่งชายชาวเมียนมาทุกชาติพันธุ์มีความเชื่อว่า พงคือพลังหรืออำนาจพิเศษ ที่มีอยู่ในกายเพศชาย จึงห้ามลอดใต้ผ้าถึงหรือชุดชั้นในผู้หญิงซึ่งมองว่าเป็นของต่ำ ฉะนั้นผู้ชายจึงห้ามเดินลอดผ้าถุงหรือชุดชั้นในของผู้หญิงที่ถูกมองว่าเป็นของต่ำ เพราะจะทำให้พลังหรือความศักดิ์สิทธิ์ในความเป็นชายเสื่อมลง และนำพาความโชคร้ายมาให้ 

และหากใครติดตามการปฏิวัติของประชาชนเมียนมาหลังรัฐประหารล่าสุด คงคุ้นหูคุ้นตากับปรากฏการณ์ที่ผู้คนเอาทะเมงน์มาใช้ต่อสู้กับกองทัพพม่าอีกครั้งใน Thamein Revolution หรือ วันปฏิวัติชายผ้าถุง ช่วงวันสตรีสากลปีที่ผ่านมาที่ชายผ้าซิ่นของหญิงสาวเมียนมาโบกสะบัดสั่นไหวสังคมชายเป็นใหญ่ไม่น้อยและนับเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจเมื่อชายหลายคนก็ร่วมแคมเปญโดยเอาผ้าซิ่นมาโพกหัวหรือการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารพยายามหลีกเลี่ยงการลอดใต้ผ้าถุง หรือบางคนก็พยายามเอาไม้สอยผ้าถุงลงมาก่อนที่จะลอดผ่านเข้าไปปราบปรามผู้ชุมนุม 

หญิงหลาวมีความเห็นต่อปรากฏการณ์ดังกล่าวว่าเหมือนเป็นดาบสองคม อย่างแรกมันทำให้เห็นว่าพวกนี้เป็นเรื่องล้าสมัยมาก คนรุ่นใหม่หลายคนเปลี่ยนความคิดมองว่าผ้าซิ่นก็เป็นแค่ผ้า กล้าเอามาโพกหัวโดยไม่กลัวว่าอะไรจะต้องเสื่อมสลาย อย่าง ซอว์ วิคตอรี่ หนุ่มกะเหรี่ยงวัย 24 ปี ที่โพกผ้าซิ่นสีเลือดหมูลวดลายของกะเหรี่ยงดั้งเดิมมาร่วมเดินขบวนในวันสตรีสากลที่เชียงใหม่ในปีนี้บอกว่า “สำหรับผมมันก็แค่เสื้อผ้า แม้ว่าสังคมพม่าจะมีความเชื่อเรื่องพงและมองว่าผ้าซิ่นเป็นของไม่ดี แต่ผมไม่ได้คิดแบบนั้นแล้ว” แต่ไม่ใช่ทุกคนจะทลายออกจากกรอบความเชื่อเมื่อผ้าซิ่นที่ใช้ต้องเป็นผ้าซิ่นของแม่เท่านั้น ไม่ใช่ของผู้หญิงที่ไหนก็ได้อย่างที่ซอว์ วิคตอรี่ใช้ 

หญิงหลาวเล่าต่อว่าแต่อีกด้านหนึ่งการนำผ้าซิ่นมาใช้รณรงค์มันยิ่งทำให้ความเชื่อที่ว่าผ้าซิ่นเป็นของสกปรกทำให้ผู้ชายเสื่อมถูกเน้นย้ำและผลิตซ้ำความคิดมากขึ้นไปอีก ทำให้เธอลังเลตอนที่มีแคมเปญนี้ในช่วงแรกๆ  “เราต้องละเอียดอ่อนกับเรื่องนี้ด้วยเหมือนกันเนาะ เราต้องมาดูว่าการที่เราใช้วิธีการแบบนี้ไปแล้วมันจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง เราจะช่วยเน้นย้ำมัน ทำให้ปัญหาเรื้อรังต่อไปเรื่อยๆ ไหม หรือว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา” 

Manel กับภารกิจจ้องจับผิดผู้ชาย?

หญิงหลาวเน้นย้ำอยู่ตลอดว่าการที่เธอออกมาพูดออกมารณรงค์ไม่ใช่จะยกผู้หญิงขึ้นเหนือกว่า หรือแบ่งหญิงแบ่งชาย “เราก็ไม่อยากให้มีหรอกเรื่องหญิงเรื่องชายเนี่ย คนที่ก่อตั้งขึ้นมาให้มันเป็นเรื่องหญิงเรื่องชายมันไม่ใช่เรานะ ไม่ใช่ผู้หญิงนะ มันเป็นสังคมที่ชายเป็นใหญ่ การที่ผู้หญิงออกมาพูดและสู้เรื่องผู้หญิงเนี่ย ผู้หญิงไม่ได้เริ่มขึ้นมา ผู้หญิงไม่ได้เป็นตัวปัญหา ตัวปัญหาก็คือระบบชายเป็นใหญ่ มันก็เลยทำให้เราจำเป็นที่จะต้องออกมาต่อสู้ว่าผู้หญิงก็มีความคิด มีความสามารถ การที่เรามาพูดว่าผู้หญิงมีความคิดมีความสามารถเนี่ยเราไม่ได้แบ่งแยกชายหญิง เราไปต่อต้านการกระทำหรือว่าความคิดที่แบ่งแยกชายหญิง การกระทำที่เน้นให้ผู้ชายเป็นใหญ่ต่างหาก” 

แน่นอนว่าภายใต้ขอบฟ้าชายเป็นใหญ่ คนที่คิดแบบเธอไม่ได้มีมากนัก เธอบอกเล่าพลางยิ้มหัวว่า “คนที่มาอยู่ใน WLB เนี่ยเหมือนเป็นแกะดำ พวกเราไปอยู่ที่ไหนก็เป็นแกะดำ ไปอยู่ในสังคมพม่าโดยรวม ไปอยู่ย่างกุ้ง ไปอยู่ในเผ่าของเราเองก็เป็นแกะดำ เป็นปัญหาตลอด สร้างปัญหาตลอด แต่เราอะไม่ได้สร้างปัญหา ปัญหามันมีอยู่แล้ว เราก็แค่ไปชี้มัน คนส่วนมากในสังคมแกล้งที่จะไม่เห็นหรือว่ามองไม่เห็น แต่เราเห็นไง แล้วเราก็ไฮไลต์ แล้วเราก็มาทำนิทรรศการแบบนี้”

“แล้วเราจะแก้ไขยังไง ง่ายๆ ก็คือเวลาคุณเตรียมที่จะจัดงานเสวนาต่างๆ คุณจะต้องคำนึงถึงเรื่องของความแตกต่าง ความหลากหลาย คุณต้องเน้นเรื่องนี้ แล้วก็คุณต้องเตรียมล่วงหน้า ไม่ใช่แบบว่าผู้ชาย 3 คน อยากจะนั่งคุยกันก็เลยจัดงานขึ้นมาแล้วก็ลืมผู้หญิง ส่วนมากงานเสวนาพวกนี้ก็จะเป็นแบบนั้น แล้วห้ามอ้างว่าคุณต้องการพูดคุยกันในหมู่เพื่อนอะ หากพูดคุยกันในกลุ่มเพื่อนแล้วคุณมาประกาศให้ประชาชนรู้เรื่องทำไม ทำไมคุณไม่ไปคุยกัน 3 คนในห้อง ถ้าคุณประกาศให้ประชาชนรู้เรื่องแล้วคุณจะให้ประชาชนมารับฟังมันก็คืองานสาธารณะ เพราะฉะนั้นคุณจะต้องมีผู้หญิงมาร่วม”

พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว บทสนทนาเหมือนจะต้องหยุดพักเมื่อเริ่มมีคนทยอยมาเยี่ยมชมนิทรรศการและรอต่อคิวพูดคุยกับผู้จัดงาน เราร่ำลากันด้วยคำถามสุดท้ายว่าแล้วเธอคิดยังไง หากทุกอย่างพลิกกลับกันแล้วเกิด fanel - all female panels วงเสวนาหญิงล้วน หญิงหลาวบอกว่าต่อให้จัดงานเสวนาหญิงล้วนไปอีกนานแค่ไหนมันก็ชดเชยงานเสวนาชายล้วนทั้งหมดที่ผ่านมาไม่ได้ และการมีวงเสวนาหญิงล้วนมันก็สื่อข้อมูลต่างกัน วงเสวนาชายล้วนทำให้ความคิดเรื่องชายเป็นใหญ่นั้นยั่งยืนแต่วงหญิงล้วนเหมือนเป็นช่องทางการสื่อสารให้กับเสียงที่ไม่เคยได้ยินได้รับฟัง ผู้หญิงส่วนหนึ่งในสังคมไม่มั่นใจในตัวเอง โดยเฉพาะถ้าต้องไปเจรจากับผู้ชาย การพูดคุยในหมู่ของผู้หญิงล้วนจึงเสมือนเป็นพื้นที่ปลอดภัย 

“เราไม่มีปัญหากับเรื่องผู้หญิงล้วนแต่ว่ามันก็ต้องมีจำกัดระยะเวลาหนึ่ง ถ้าผู้หญิงใเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและชายเป็นใหญ่ไม่มีแล้ว โอเคเราอาจจะไม่จำเป็นต้องมีวงเสวนาที่เป็นผู้หญิงล้วนแล้ว เราไม่อยากจะให้มีวงเสวนาที่เป็นผู้หญิงล้วนตลอดชีวิตนะ เราหมายถึงระยะเวลาหนึ่งเพราะว่าเราต้องชดเชยในช่วงเวลาที่ขาดหายไป”  

“ผู้หญิงเป็นครึ่งหนึ่งของทรัพยากรมนุษย์ คุณควรจะใช้ให้เป็น ควรที่จะใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะว่าการต่อสู้ของเราตอนนี้ การปฏิวัติหรืออะไรต่างๆ ที่เราทำอยู่เพื่ออิสรเสรี เพื่อที่จะพัฒนาประเทศชาติของเรา เราจะต้องใช้ทรัพยากรทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามี แล้วการที่คุณเลือกที่จะไม่ใช้ทรัพยากรครึ่งหนึ่งของสังคมเราเนี่ยมันไร้ความรับผิดชอบ” หญิงหลาวทิ้งท้ายต่อปัจจุบันและอนาคต

หากมองข้ามบริบทของพื้นที่ข้างต้น บางคนอาจเผลอคิดไปว่ากำลังอ่านเรื่องเล่าในสังคมไทยอยู่หรือเปล่า มันช่างคลับคล้ายคลับคลาเสียเหลือเกินจนอดตั้งคำถามต่อไม่ได้ว่า แล้วเสียงผู้หญิงอยู่ไหนในบทสนทนาประชาธิปไตยไทย... 

เนื้อหาโดย รัศมิ์ลภัส กวีวัจน์ และ ณิชา เวชพานิช




Author

MIRROR TEAM

กองบรรณาธิการ

Related Stories

Masih Alinejad เมื่อผู้หญิงจากตะวันออกกลางเรียกร้องเสรีภาพ โลกก็ควรสดับฟัง

culture

Masih Alinejad เมื่อผู้หญิงจากตะวันออกกลางเรียกร้องเสรีภาพ โลกก็ควรสดับฟัง

BY MAN ON FILM 07 OCT 2022

MIRROR'sGuide